กรมการขนส่งทางบกกำหนดทดลองเดินรถตามแผนใหม่เบื้องต้น 8 เส้นทาง ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ถึง 15 กันยายนนี้ เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อทดสอบระบบ และประเมินปัญหาที่ประชาชนส่วนหนึ่งแสดงความกังวลอยู่ในเวลานี้
สำหรับเส้นทางนำร่อง 8 เส้นทาง จะเป็นตัวอย่างของภาพรวม 269 เส้นทางใหม่ คือ ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถบางช่วงเพื่อให้เข้ากับประชาชนที่ใช้บริการมากขึ้น เช่น สาย 114 จากเดิม วิ่งระหว่าง แยกลำลูกกา ถึง ตลาด อ.ต.ก.3 เปลี่ยนให้วิ่งจาก รังสิต ถึง ท่าเรือสะพานพระราม 5 และจะไม่วิ่งในเส้นทางถนนพลหโยธิน แต่จะใช้เส้นทาง ถนนวิภาวดีรังสิตแทน เนื่องจากเส้นทางเดินรถเดิมมีรถเมล์สายอื่นวิ่งอยู่แล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม
สายรถเมล์ที่ถูกนำมาทดลองนำร่อง 8 เส้นทาง ประกอบไปด้วย สาย 114 ,สาย 514 ,สาย 11 ,สาย 22 ,สาย 189 ,สาย 509 ,สาย 54 และสาย 73 รถเมล์รูปแบบใหม่นี้ จะถูกเปลี่ยนสีป้ายบอกเส้นทางเป็นภาษาอังกฤษ
การปรับรูปแบบและเส้นทางรถเมล์ใหม่จะเปลี่ยน 8 เขตเดินรถ ให้เป็น 4 โซนแทนด้วยสัญลักษณ์ 4 สี คือ สีเขียว จะวิ่งรถในย่าน รังสิต บางเขต มีนบุรี ,สีเหลือง วิ่งรถในย่าน พระประแดง พระราม2 บางแค ศาลายา ,สีแดง วิ่งรถในย่าน ปากน้ำ คลองเตย สาธุประดิษฐ์ ,สีน้ำเงิน วิ่งรถในย่าน นนทบุรี ปากเกร็ด หมอชิต ดินแดง และ สวนสยาม
สำหรับลักษณะป้ายบอกสายรถจะถูกกำหนดใหม่ตามโซนวิ่ง เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษตามสีที่ปรากฎในโซน คือ G, Y, R, และ B และตามด้วยหมายเลขรถ และหากมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ E ตามท้าย หมายถึง รถคันนั้นขึ้นทางด่วน ส่วนสีของรถจะถูกเปลี่ยนไปตามโซนที่วิ่ง พร้อมกับติดป้ายบอกเส้นทาง มีลักษณะคล้ายกับป้ายบอกทางของรถไฟฟ้าด้านข้างรถ นอกจากนี้ภายในรถยังติดตั้งกล้องวงจรปิด และ ทีวีเพื่อแจ้งว่าถึงป้ายใด ส่วนค่าโดยสารยังยึดอัตราเดิม อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะสร้างความสับสนให้ประชาชนระดับหนึ่ง แต่หากปรับตัวได้ ภาพรวมจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะนอกจากจะขยายเส้นทางเดินรถครอบคลุมได้มากขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯในภาพรวม โดยเฉพาะระบบราง
เพื่อลดผลกระทบช่วงนำร่องวิ่ง 8 เส้นทาง จะจัดรถวิ่งควบคู่ไปกับรถเมล์เส้นทางเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่อาจจะยังไม่ทราบข้อมูล โดยรถที่ใช้ จะแบ่งออกมาจากรถสายเดิมที่วิ่ง เส้นทางละ 5 คัน เริ่มวิ่งตั้งแต่ 06.30 – 18.30 เมื่อครบกำหนด 1 เดือนในการทดสอบ จะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อประเมินปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ได้ประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
การปฏิรูปเส้นทางเดินรถเมล์ครั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก เตรียมพร้อม ให้รถเมล์ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางของประชาชนทางเลือกหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบอื่น โดยเฉพาะระบบราง หากทำได้ตามแผน ก็จะสามารถลดการใช้รถส่วนตัวและแก้ปัญหารถติดได้ด้วย
ปลายปี 2558 ทีมข่าวพีพีทีวีเคยนำเสนอซีรีย์ข่าวชุดปัญหาคนกรุง ที่พูดถึงปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง รองศาสตราจารย์ พนิต ภู่จินดา นักวิชาการจากคณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ มองว่า แนวทางการแก้ปัญหารถติดที่ดีที่สุด คือการใช้ระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อกับระบบราง แต่ที่ผ่านมาการเติบโตของระบบรถขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการพัฒนาที่ควรจะเป็น คือ พัฒนาจากกลางเมืองสู่นอกเมือง นั่นทำให้การปฏิรูปทำได้ยาก
เพราะโมเดลการจัดการเมืองเพื่อแก้ปัญหารถติดที่นิยมในหลายประเทศพัฒนาแล้ว คือ การวางเส้นทางเดินรถประจำทางเป็นชั้นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเดินทางมาใช้ระบบราง และลดความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนตัวเข้าพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีการเดียวกันกับสิ่งที่กรมขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการ
ส่วนประเด็นข้อกังวลของนักวิชาการ รศ.พนิต ภู่จินดา เปิดเผยกับทีมข่าวพีพีทีวี ก่อนหน้านี้ว่า แม้การเปลี่ยนเส้นทางเดินรถของขสมก. จะมีความพยายามให้เชื่อมโยงกับระบบราง แต่อาจจะไม่สามารถจูงใจให้คนมาใช้บริการสาธารณะได้ เพราะราคาที่สูงเกินกำลัง
ด้านกรมการขนส่งทางบก ระบุว่าอนาคตเตรียมนำระบบตั๋วร่วมเส้นทางมาใช้ และอาจต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของเส้นทางคมนาคมทุกรูปแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีข้อจำกัด