คำต่อคำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายวิชา : นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดนี่แหละ ที่ทำให้ได้คะแนนเสียงไปอย่างถล่มทลาย โดยรับจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท ทำให้ถูกใจชาวบ้านชาวนามาก พอเราดูแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ลักษณะของการจำนำ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่เวลาเราจะไปเสนอราคาจำนำแล้วมันจะสูงกว่าราคาตลาด แต่พอเราถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเปลี่ยนได้ไหม เขาบอกไม่ได้เพราะมันเป็นนโยบายที่ทำให้เขาชนะเลือกตั้ง ถ้าเปลี่ยนก็เท่ากับว่าทำลายภาพลักษณ์ที่ทำให้ได้คะแนนเสียงมา
ทั้งนี้ คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดของนายวิชา คือองค์กรอิสระแห่งแรก ที่เคยเตือน อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงให้ยุตินโยบายรับจำนำข้าว ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
นางสาวยิ่งลักษณ์ : ในการบริหารราชการ นายกฯจะยกเลิกนโยบายหรือโครงการอย่างโครงการรับจำนำข้าวโดยพลการไม่ได้ เพราะไม่ได้ดำเนินการโดยลำพัง แต่มีรูปแบบของคณะกรรมการที่ต้องพิจารณาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงในรัฐสภาและมีผลผูกพันในรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตาม
นายวิชา : เราต้องการให้เขาหยุดดำเนินการตามโครงการนี้ ว่าเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐมหาศาลกว่า 5-6 แสนล้าน
นางสาวยิ่งลักษณ์ : ดิฉันยืนยันว่า เงินทุกบาทรัฐบาลรับผิดชอบอยู่แล้ว ดิฉันจะไม่ยอมให้เกมการเมืองมาเอารัดเอาเปรียบพี่น้องเป็นตัวประกัน ดิฉันขอความร่วมมือและความเห็นใจ จากทุกฝ่ายต่อความทุกข์ยากของชาวนา
แม้ นายวิชา มหาคุณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน แต่ด้วยบทบาทที่ต้องต่อสู้ทางความคิดผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำให้ทั้งสองกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
นายวิชา : เราไม่ได้ทำอะไรในฐานะพยาบาทจองเวรหรือเหตุผลส่วนตัว กระบวนการทั้งหมดการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือชี้มูลความผิด เราทำเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ ถ้าเราไม่ยับยั้งคดีเหล่านี้ก็จะมีการค้าขายที่ผูกขาดในมือรัฐ และมีการปลอมจีทูจี ที่เรียกว่าจีทูเจี๊ย หรือทำเพื่อประโยชน์ของพรรคพวก
นางสาวยิ่งลักษณ์ : ดิฉันไม่ได้ทุจริต และขอยืนยันความบริสุทธ์ของดิฉัน นอกจากนี้ยังขอยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่มีประโยชน์ และก่อให้เกิดประโยชน์กับชาวนาอย่างแท้จริง
แนวคิดต่อโครงการรับจำนำข้าวของฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้าน ไม่มีบทสรุปถูกต้องเบ็ดเสร็จ เพราะเปรียบกับการแสดงจุดยืนคนละมุม ตลอดหลายปีมานี้ ซึ่งวันที่ 25 สิงหาคม วันพิพากษาคดี จึงเป็นห้วงเวลาที่ทุกฝ่ายรอคอย และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร คงไม่อาจหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองได้