ย้อนกลับไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว หากพูดถึงประเทศรวันดา ภาพที่คนทั้งโลกจำได้คงหนีไม่พ้นภาพการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ครั้งใหญ่ ที่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่าง ฮูตู ออกไล่ล่าสังหารทุตซี่ คนกลุ่มน้อยที่มีพลังทางเศรษฐกิจและการเมือง
รากของความขัดแย้งของคนทั้ง 2 กลุ่ม ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยที่รวันดา ตกอยู่ใต้อาณานิคมของเบลเยี่ยม เจ้าอาณานิคมสนับสนุนทุตซี่ขึ้นเป็นผู้ปกครอง หลังจากเบลเยี่ยมปล่อยมือ ฮูตูซึ่งยากจนข้นแค้นอยู่แล้ว ถูกกดขี่ขูดรีดจนลุกฮือขึ้นทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลทุตซี่และเริ่มต้นกวาดล้าง
ทุตซี่จำนวนมากต้องอพยพหนีตาย รวมไปถึงครอบครัวของพอล คากาเมด้วย เขาใช้ชีวิตและเติบโตในค่ายผู้ลี้ภัยที่ยูกันดา ประกาศตั้งกองกำลังที่มีฐานที่มั่นในป่าทึบตามแนวชายแดนเพื่อเปิดศึกกับรัฐบาลฮูตูยาวนานถึง 3 ปี ก่อนจะทำสัญญาสงบศึก
แต่สัญญาเพื่อยุติสงครามกลางเมืองไม่เป็นผล เนื่องจากกลุ่มหัวรุนแรงในรัฐบาลฮูตูไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การสังหารผู้นำของตัวเองรวมไปถึงคณะรัฐมนตรี จากนั้น ฉากแห่งความบ้าคลั่งและสยดสยองก็เริ่มขึ้น 100 วันจากต้นเมษายนถึงกรกฎาคม ปี1994 คนกว่า 1 ล้านชีวิตถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
ท่ามกลางการนิ่งเฉยของประชาคมโลกรวมถึงองค์การสหประชาชาติ พอล คากาเม ตัดสินใจพากองทัพ RPF โอบล้อมและยึดอำนาจได้ในที่สุด ก่อนประกาศยุติการล้างแค้น การฆ่ากันเองของเพื่อนร่วมแผ่นดินในรวันดายุติลงด้วยการนำของบุรุษผู้นี้
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นล้นหลาม ปี 2003 คากาเมลงสมัครรับเลือกตั้งและได้คะแนนเสียงถึง 95% รับตำแหน่งเป็นผู้นำ ปี 2010 เขาลงสมัครอีกเป็นวาระที่ 2 และได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงสูงลิ่วเช่นเดิม จากประเทศที่ล่มสลายเพราะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ วุ่นวายไร้ระเบียบ ยากจนและเต็มไปด้วยอาชญากรรม
รวันดาในยุคของประธานาธิบดีพอล คากาเม เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน