ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วินาที่ที่สื่อมวลชน ซึ่งเข้าไปฟังคำพิพากษา วิ่งออกมาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อแจ้งข้อความสำคัญกับทีมรายงานสด ซึ่งรออยู่ด้านนอก เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ข้อความนั้นเกิดขึ้นก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ แต่ขอแทรกก่อน เพื่อประกาศให้ออกหมายจับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และริบเงินประกัน 30 ล้านบาท หลังได้รับแจ้งจากทนายความว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่มาฟังคำพิพากษา โดยอ้างว่า ป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ศาลไม่เชื่อ และไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง
จากนั้นประมาณ 10.30น. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ ออกมาจากศาล และยืนยันข้อมูลนี้กับสื่อมวลชน โดยระบุว่า ได้รับการติดต่อจากคนใกล้ชิดนางสาวยิ่งลักษณ์ เมื่อเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ว่าป่วยและจะไม่มาศาล โดยยอมรับว่าไม่มีใบรับรองแพทย์ จากข้ออ้างว่าเป็นอาการป่วยกะทันหัน และเมื่อถูกถามว่า นางสาวยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน หรือ อยู่ที่โรงพยาบาลไหน นายนรวิชญ์ ใช้คำตอบว่า “ไม่รู้”
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ประมาณ 7.00 น. แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตพรรคไทยรักไทย ทยอยเดินทางมาที่ศาลอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก นายวัฒนา เมืองสุข, นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล, นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ จากนั้นแกนนำคนสำคัญยังทยอยเดินทางมาอีกหลายคน ทั้งพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค, นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา, นายนพดล ปัทมะ, นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, นายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รวมทั้งกลุ่มแกนนำ นปช. นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายแพทย์เหวง โตจิราการ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายนิสิต สินธุไพร และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ส่วนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชนย์ และนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีระบายข้าวจีทูจี มาถึงตั้งแต่เช้า ก่อนจะแยกตัวออกไปเข้าฟังคำพิพากษา
ขณะที่พี่น้องและญาตินางสาวยิ่งลักษณ์ ก็เดินทางมาหลายคน ทั้งนายพายัพ ชินวัตร พี่ชาย พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร และนางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล พี่สาวที่ถูกมองว่าจะเป็นทายาททางการเมืองของตระกูลชินวัตร แต่เธอให้การปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะความรู้ความสามารถไม่ถึง และต้องการอยู่อย่างสงบ รวมทั้งทีม รปภ.ส่วนตัวชุดล่วงหน้า ที่มาประสานงานกับศาล และทีมผู้ติดตามส่วนตัว ก็มาที่ศาล ก่อนจะออกไปภายหลัง กระทั่งมีข่าวนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล
อย่างไรก็ตาม หากดูจากปรากฏการณ์นี้ จะเห็นได้ว่ารูปการณ์ที่กลุ่มแกนนำคนสำคัญ คนใกล้ชิด ทีม รปภ. มาปรากฏตัวที่ศาล ดูเหมือนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำพิพากษาค่อนข้างแน่นอน และยังมีนัดหมายว่าจะลงรถตั้งแต่หน้าดีเอสไอ เพื่อทักทายมวลชนด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา ด้วยข้ออ้างดังที่กล่าวมาแล้ว และแกนนำทุกคนที่เดินทางมา ก็ไม่ได้เข้าไปในห้องพิจารณาคดี เว้นแต่จำเลยในคดีระบายข้าวจีทูจี และทีมทนายความ
ส่วนกลุ่มแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมา มีเพียงนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ทีมฝ่ายกฎหมาย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ โดยแสดงความเห็นก่อนจะรู้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มาที่ศาล นายพงษ์เทพ ระบุว่า หากนางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีนี้ จะเป็นบรรทัดฐานต่อการเสนอนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทย เน้นย้ำมาตลอด
ถือเป็นประเด็นที่ทำให้นำไปสู่การเชื่อมโยงว่า การตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวครั้งนี้ อาจมีความหมายที่มากกว่าการเอาผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ เพราะจะส่งผลต่อการเสนอนโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปด้วย เพราะข้อต่อสู้ของนางสาวยิ่งลักษณ์ บอกมาตลอดว่าจำเป็นต้องทำโครงการนี้ เพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และเป็นสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ ป.ป.ช.ก็บอกว่า ได้เตือนนางสาวยิ่งลักษณ์แล้วว่านโยบายนี้เสี่ยงต่อการเกิดทุจริต
ส่วนกลุ่มมวลชนที่มาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ มารวมตัวกันตั้งแต่ก่อนเช้า ที่ใต้สะพานข้ามแยกหน้าทางเข้าศาลฎีกาฯ จากนั้นประมาณ 6 นาฬิกา ตำรวจใช้สุนัข K-9 เข้าตรวจความปลอดภัยในจุด ที่จัดไว้ให้เป็นพื้นที่รวมตัวของมวลชน แต่มีเพียงมวลชนบางส่วนเท่านั้นที่เข้าไป ส่วนใหญ่ ยังปักหลักรอบนถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหวังใกล้ชิดนางสาวยิ่งลักษณ์ และส่งเสียงโห่ร้องเมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ลงมาทักทาย รวมทั้งรุมล้อมรถที่คาดว่าเป็นรถของอดีตนายกรัฐมนตรี หลังทราบว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มา มวลชนบางส่วนทยอยกลับไป แต่บางส่วนยังคงปักหลักรอถึงช่วงบ่าย เพราะเชื่อว่านางสาวยิ่งลักษณ์ จะมาฟังคำพิพากษาวันที่ 27 กันยายน
ด้านประชาชนในจังหวัดขอนแก่น ที่ติดตามการตัดสินคดีโครงการจำนำข้าวหลายคนบอกว่าเสียดายที่นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมารับฟังการพิจารณาคดี เพราะหวังจะเห็นการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ขณะที่ตามสถานที่สำคัญ อย่างศาลากลาง, สถานีรถไฟ และสนามบิน ยังคงมีกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง คอยรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันกลุ่มมวลชน หรือมือที่สามที่อาจสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งยังไม่พบความผิดปกติ