วันนี้ (4 ก.ย. 60) นายบรรเลง ฮวดเจริญ เล่าย้อนกลับไปถึงวันเกิดเหตุว่า ตนเองเดินทางไปทำงานที่จังหวัดจันทบุรีตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2557 และพักอยู่ที่คาร์แคร์แห่งหนึ่งซึ่งใกล้กับโรงพยาบาลพระปกเกล้า ที่ภรรยารักษาตัวอยู่ โดยวันเกิดเหตุคือ 27 กันยายน 2557 ตนกลับมาอาบน้ำที่คาร์แคร์ ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. – 16.00 น. ก่อนจะเดินทางไปหาภรรยาที่โรงพยาบาล โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน แต่เหตุข่มขืนเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งห่างออกไปกว่า 160 กิโลเมตร ช่วงประมาณ 17.00 น. ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่ตนจะเป็นผู้ก่อเหตุ
สำหรับวันที่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายบรรเลง เล่าว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอพบพ่อ เพื่อให้พาไปหาตนเอง โดยบอกว่าจะนำตัวไปสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีข่มขืนหญิงสาวต่างชาติ พ่อของตนเชื่อในความบริสุทธิ์จึงพาตำรวจไปพบ ก่อนที่ตำรวจนับ 10 นายจะเข้ารวบตัวตนเอง โดยไม่มีหมายค้น และนำตัวไปให้ผู้เสียหายชี้ตัวที่ สภ.ห้วยใหญ่ ซึ่งผู้เสียหายก็ยืนยันว่าตนเป็นคนร้าย บวกกับพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ซึ่งประกอบด้วย หลักฐานจากผู้เห็นเหตุการณ์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตนจึงกลายเป็นผู้ต้องหา และถูกนำตัวไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันเดียวกัน ในฐานะผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาว
หลังจากที่นายบรรเลง แพะรับบาปในคดีดังกล่าว ถูกฝากขังที่เรือนจำได้เพียง 19 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับผู้ต้องหาตัวจริงได้ โดยนายบรรเลง ซึ่งมีสถานะเป็นผู้เสียหายบอกว่า วันปล่อยตัว ตนเองได้รับเพียงใบบันทึกถ้อยคำ เอกสารขอปล่อยตัวผู้ต้องหา และยังได้รับข้อเสนอให้จบเรื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเงิน 20,000 บาท แต่ตนปฏิเสธไปพร้อมบอกความต้องการที่แท้จริงคือขอแถลงข่าว บอกความจริงให้สังคมได้รับรู้ แต่เรื่องกลับเงียบหายไป นอกจากไม่ได้แถลงข่าวแล้ว ยังไม่ได้รับการติดต่อเยียวยาจากเจ้าหน้าที่อีกเลย
"วันที่เขาปล่อยตัวออกมาเขาไม่ได้มีการแก้ข่าวให้ผม แต่วันที่เขาจับกุมผมเขาแถลงข่าวกันใหญ่โต ผมตกเป็นจำเลยของสื่ออยู่ เวลาเดินตลาดมีแต่คนถามว่าออกมาจากคุกได้ยังไง หนีมาหรือป่าว ทุกวันนี้ใช้ชีวิตยากมาก ไม่มีงาน ไม่มีเงินเลี้ยงดูลูก ไปสมัครงานก็ไม่มีใครรับเพราะถูกตราหน้าเป็นคนไม่ดี สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการแถลงข่าว บอกความจริงให้สังคมได้รับรู้" แพะรับบาปคดีข่มขืน กล่าว
ด้านนายนิติธร แก้วโต ทนายความ กล่าวว่า การจัดแถลงข่าว ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องหา และผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่เปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณะ สำหรับกรณีนี้ในเมื่อมีการแถลงข่าวไปแล้ว และสังคมพิพากษาจากภาพที่เห็น ทำให้นายบรรเลง ได้รับความเสียหายในหลายๆด้าน หน่วยงานตำรวจต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
เบื้องต้น แม้ว่าคดีนี้จะยังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จําเลยในคดีอาญา เนื่องจากยังอยู่ในชั้นรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ยังไม่ถึงชั้นอัยการสั่งฟ้อง แต่ผู้เสียหายสามารถแต่งตั้งทนายเพื่อดำเนินการ ฟ้องร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ทั้งค่าเสื่อมเสียอิสระภาพ ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง และค่าทนายความ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆระหว่างดำเนินการอีกด้วย ส่วนสาเหตุที่เกิดความผิดพลาดน่าจะเกิดจากความต้องการเร่งรัดคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ