กรณี เมื่อวันที่ (14 ต.ค.60) เกิดฝนตกหนักครั้งใหญ่ เพราะได้รับผลกระทบจาก “พายุโซนร้อนขนุน” ที่ปกคลุมบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ ติดต่อกันนาน 6 ชั่วโมง จนทำให้หลายจุดสำคัญในใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างสาหัส และถนนหลายสายจมบาดาล รถยนต์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไม่สามารถสัญจรได้ ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมายอมรับว่า ฝนตกเยอะจนเกินความคาดหมาย ทำให้น้ำระบายออกไม่ทัน และไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบในเรื่องนี้
วันนี้ (16 ต.ค.60) นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีมกรุ๊ป ผู้เชียวชาญด้านน้ำ เปิดเผยผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ว่า ในคืนวันพฤหัสบดี (12ต.ค.60) ร่องความกดอากาศต่ำได้พาดผ่านบริเวณภาคตะวันออกและผ่านกรุงเทพมหานครพอดี ซึ่งเดิมร่องความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนไปมาระหว่าง จังหวัดเพรชบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุทธยา โดยหลังจากที่ร่องมรสุมดังกล่าวพาดผ่านกรุงเทพมหานครแล้ว ก็ยังไม่มีการเคลื่อนที่ไปไหน จนกระทั่งถึงคืนวันศุกร์ที่เกิดฝนตกหนัก ถึงแม้เรดาร์ตรวจเมฆฝนที่หนองจอก จะตรวจเจอกลุ่มเมฆฝนที่กำลังเคลื่อนตัวมาจากฝั่งตะวันตกได้ แต่เนื่องจากมีลมพัดดันมาหลายทิศทาง และมีโอกาสเกิดความแปรปรวนสูง จึงทำให้ทิศทางการเคลื่อนตัวของเมฆฝนไม่มีความแน่นอน ซึ่งทาง กทม. ก็ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนมาเป็นระยะแล้ว แต่ยังระบุไม่ได้ว่าจะมีฝนตกหนักหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อร่องมรสุมที่พาดผ่านกรุงเทพมหานคร รวมกับมีเมฆไหลเข้ามาบรรจบกัน ก็สามารถยืนยันได้เลยว่ามีฝนตกแน่นอน โดยทาง กทม. มีการแจ้งเตือนช้าเกินไป เพราะหลังจากที่มีการประกาศออกไป ฝนก็เริ่มตกลงมา ซึ่งกทม.น่าจะเห็นก่อนแล้วในคืนวันพฤหัส ว่าร่องมรสุมพาดผ่านอยู่เหนือกรุงเทพมหานคร และวันถัดมาร่องมรสุมดังกล่าวก็ยังไม่เคลื่อนที่ไปไหน ดังนั้นจะสามารถคาดการณ์ได้ว่า ฝนต้องตกแน่นอน และหน่วยสูบน้ำควรจะต้องพร่องน้ำออกจากคลองเตรียมรอไว้ก่อน รวมถึงต้องกล้ายอมที่จะเสียงบประมาณ เพื่อที่จะพร่องน้ำให้เร็วกว่านี้ ส่วนปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมก็มาจากขยะอุดตันตามท่อระบายน้ำและลำคลอง เนื่องจากประชาชนทิ้งขยะไม่เป็นที่ หากช่วยกันดูแลก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนี้
“กทม.ต้องพร่องน้ำออกจากคลองก่อนด้วย หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นการเสียดายเงิน หากสูบน้ำออกไปก่อน แล้วฝนกลับไม่ตก แต่ความเสี่ยงแบบนี้ และเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครขนาดนี้ จะไปเสียดายเงินค่าสูบน้ำไม่ได้” นายชวลิต กล่าว