วันนี้ (20 ต.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลจากกรมชลประทาน ระบุว่า วันนี้ แม่น้ำปิงช่วง อ.ขาณุวรลักษณ์บุรี จ.กำแพงเพชร ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถ้าเทียบกับเมื่อวานนี้ แต่ว่าระดับน้ำมีแนวโน้มที่จะลดลง เพราะน้ำส่วนใหญ่ไหลมารวมอยู่ที่ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ส่งผลให้ระดับน้ำที่นี่เพิ่มสูงขึ้น 30-40 เซนติเมตร และคาดว่าคืนนี้ ระดับน้ำจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 50 เซนติเมตร ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำสายอื่นที่ตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งวันนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเป็น 2919 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครสวรรค์คาดว่า เช้าวันพรุ่งนี้ มวลน้ำที่นี่จะขยับไปแตะถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนมวลน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาวันนี้ ก็เพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างน้อยประมาณ 10 เซนติเมตร
โดยวันนี้กรมชลประทานยังยืนยัน ไม่เพิ่มอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา ดังนั้นระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดที่ อ.โกรกพระ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตร และแน่นอนว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นอีก เพราะมวลน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยายังลงมาไม่ถึง ส่วนพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบถัดไป อย่างจังหวัดชัยนาท ช่วง อ.เมือง อ.มโนรมย์ และ อ.วัดสิงห์ ยังพอมีเวลาเตรียมตัวรับน้ำก้อนนี้อีกประมาณ 1 วัน
ขณะที่ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาออกมาประกาศเตือนว่า อีกไม่กี่วันจะมีฝนตกหนักส่งท้ายอีกรอบ จากมวลอากาศเย็นจากจีนที่มาปะทะกับอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา ดังนั้นประมาณ วันที่ 21-22 ต.ค. พื้นที่ภาคอีสาน เช่น หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานีขอนแก่น อาจจะต้องเตรียมตัวรับมือ ส่วนวันที่ 22-23 ต.ค. จะถึงคิวของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ที่จะมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุ จะเห็นว่าหลายพื้นที่ยังน่าจับตามองเพราะสถานการณ์น้ำยังไม่คลี่คลาย และอาจจะมีฝนรอบใหม่ลงมาซ้ำได้ แต่ล่าสุดที่ประชุมกรมชลประทานวันนี้คาดการณ์ว่าฝนจะตกไม่มาก ยังสามารถรับมือได้
ทั้งนี้กรมชลประทานยืนยันว่าจะไม่เพิ่มอัตราการระบายน้ำออกเขื่อนเจ้าพระยา แม้ว่าฝนเหนือเขื่อนจะตกมากแค่ไหนก็ตาม แต่จะใช้วิธีผันน้ำลงทุ่งออกฝั่งซ้ายขวา ซึ่งขณะนี้ทุ่งรับน้ำต่างๆ ก็เต็มเกือบหมดแล้ว โดยกรมชลประทานระบุว่าหากทุ่งเก่าเต็ม จะหาทุ่งใหม่ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วมารับน้ำแทน และหลังจากวันที่ 24 ต.ค.เป็นต้นไป แนวฝนจะขยับลงไปแถวพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น แต่ระหว่างนี้ คงต้องจับตาดูว่าปริมาณฝนที่จะตกลงมารอบใหม่มีปริมาณมากขนาดไหน เพราะหากไปตกมากบริเวณตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา หรือพื้นที่ภาคอีสาน ก็จะยิ่งซ้ำเติมกับสถานการณ์น้ำที่เผชิญอยู่