เจาะคำสั่ง คสช.เซ็ตซีโร่พรรคการเมือง ชวนอดีต ส.ส.ทิ้งพรรคใหญ่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ถ้ามองแบบแยกส่วน อาจเห็นได้ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 มีเจตนารมณ์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับพรรคการเมืองทุกพรรค และให้สมาชิกพรรคต่างๆได้มีโอกาสทบทวนอุดมการณ์กับพรรคการเมืองที่เคยสังกัด แต่อีกปัจจัยสำคัญ ที่ต้องดูประกอบกันไปด้วย คือ “ระบบเลือกตั้ง” แบบใหม่ ที่ลงคะแนนครั้งเดียว เป็นคะแนนของทั้ง ส.ส.เขต และคะแนนพรรค อาจจะเห็นได้ว่า มีความเชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ ที่จะส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีสถานะที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่กำหนดให้สมาชิกพรรคการเมือง ต้องสมัครสมาชิกอีกครั้งและจ่ายเงินบำรุงพรรค ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 1 เมษายน 2561 การจัดการที่ยุ่งยาก จนแทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่พรรคใหญ่ 2 พรรค เป็นหัวหอกออกมาโต้แย้ง คสช.ในช่วงนี้ เพราะ พรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิกพรรค กว่า 2 ล้าน 8 แสนคน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรค กว่า 1 แสน 3 หมื่นคน นี่จึงถือเป็นช่องว่างที่ทำให้พรรคขนาดใหญ่สูญเสียสมาชิกพรรค

“เพื่อให้ทุกพรรคเท่าเทียมกัน” คือ หลักการ ที่เขียนไว้ในคำสั่งหัวหน้า คสช. กลายเป็นเหตุผลที่ถูกยกมาอ้างเพื่อ “รีเช็ต” หรือที่คสช.ใช้คำว่า ให้โอกาสสมาชิกได้ทบทวนเจตนารมณ์ ในการสนับสนุนพรรคการเมือง ซึ่งในเชิงหลักการนี่ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้มีผู้ลงรับเลือกตั้งหน้าใหม่เข้ามาในวงการการเมืองมากขึ้น แต่ในมุมของพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม มองว่า นี่คือการ “เซ็ตซีโร่” หรือ “ล้างบาง” ทำให้พรรคการเมืองเดิมที่เคยเข้มแข็ง ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยมีเวลาจัดการเพียง 30 วัน

แต่หากพิจารณาควบคู่กับหลักเกณฑ์การเลือกตั้ง อาจพบว่า คำสั่งที่ 53/2560 เป็นการเปิดทางให้นักการเมือง ที่สังกัดกลุ่มทางการเมืองต่างๆ ไม่จำเป็นต้องกลับไปยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเดิม ... และอาจตั้งพรรคใหม่เป็นพรรคที่มีฐานเสียงในแต่ละภูมิภาคแทน ... ซึ่งจะทำให้แต่ละพรรคสามารถต่อรองทางการเมืองกันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งเปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่ คือ ลงคะแนนครั้งเดียว เลือก ส.ส.เขต แต่นำคะแนนไปคิดเป็นสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือก ส.ส.เขต และคะแนนที่ลงไป จะถูกนำไปนับรวมอีกครั้งเพื่อเป็นคะแนนของพรรค โดยอ้างว่าจะทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย เพราะจะต้องนำไปคิดคำนวณสัดส่วนส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้รับ แต่อีกนัยหนึ่งก็หมายความว่า จะถูกบังคับให้เลือกพรรคตามที่ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นสังกัดเท่านั้น ... ต่างจากระบบเดิม ที่คนเลือกสามารถลงคะแนนเลือก ส.ส.เขต แยกกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้เป็นคะแนนจากคนละพรรคก็ได้ ระบบนี้ ถูกมองว่า จะทำให้พรรคการเมืองใหญ่เสียคะแนนไปตากเดิมมากอยู่แล้ว เพราะคนลงคะแนนไม่สามารถลงคะแนนแยกให้กับพรรคได้

เช่น พรรค ก. ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง 1 ล้านเสียง คะแนนทั้งหมดจะถูกนำไปคิดสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.ในสภา ตามที่พรรค ก.จะได้รับ สมมุติว่าได้ 150 ที่นั่ง แต่ ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกส.ส.เขตของพรรค ก. เพียง 120 เขต พรรคนี้จะมีที่นั่งอีก 30 ที่นั่ง สำหรับส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ .... แต่หากเป็นระบบเดิม คะแนนสองส่วนนี้ จะคิดแยกกัน ... จากบัตรเลือกต้งคนละใบ ... และหากนำคะแนนดิบจากระบบเดิมมาคิดในระบบใหม่ จะพบว่า พรรคขนาดใหญ่ จะมีจำนวน ส.ส.ลดลง ... ซึ่งกติกาเช่นนี้ เมื่อถูกนำมาคิดรวมกับคำสั่งที่ 53/2560 เรื่องสมาชิกพรรค จะเห็นได้ว่า มีโอกาสมากที่ ส.ส.หลายกลุ่ม จะเลือกไปตั้งพรรคเอง แทนการสังกัดพรรคใหญ่

เมื่อการคิดคะแนนเลือกตั้งลักษณะนี้จะทำให้พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งในสภามากกว่าการคิดคะแนนเลือกตั้งแบบเดิม ซึ่งจะส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสเป็นรัฐบาลผสมมากกว่ารัฐบาลพรรคเดียว เพราะ โอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้คะแนนถล่มทลายแบบในอดีตเป็นไปได้ยาก

และยังมีผลต่อเนื่องไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้เสียงมากกว่า 375 เสียง ของส.ส.และส.ว.รวมกัน เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคการเมือง แต่หาก ส.ส. ทั้ง 500 คน มาจากพรรคการเมืองหลายพรรคมีโอกาสที่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะทำได้ยาก เพราะ เสียงของแต่ละพรรคจะแตกต่างกัน รวมถึง ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคสช.ร่วมโหวตด้วย ซึ่งนั่นอาจเปิดทางให้เกิดการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก

ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองที่มีส.ส.ในสภาเกิน 5% หรือ เกิน 25 คน สามารถเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ ในทางปฎิบัติการกำหนดขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรีคนนอก หากพรรคการเมืองที่มีเสียงในสภาจำนวนไม่มากรวมกลุ่มกันจับมือกับส.ว. มีโอกาสสูงที่การโหวตจะชนะ

การจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีลักษณะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งมีข้อเสีย คือ อาจต้องกระจายตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆให้กับแต่ละพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือการบริหารงานอาจไม่เป็นเอกภาพ ทั้งนี้อาจไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลทักษิณ หรือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่แม้จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ในพรรคมีกลุ่มการเมืองย่อยๆจำนวนมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า 3 ปีที่ผ่านมาความพยายามปฎิรูประบบการเมืองไทยไม่เป็นผล

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การออกคำสั่ง 53/2560 มีความเชื่อมโยงกับระบบการเลือกตั้งในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ