24 สิงหาคม 2559 ในงานเปิดทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก พล.อ.ประยุทธ์ พูดกับข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ ว่า ที่ตนเองมักมีอารมณ์โมโหบ่อย เป็นเพราะ ไม่ใช่นักการเมือง หรือหากจะให้พูดเพราะมากขึ้นแต่ต้องโกหก ก็จะไม่ทำ ส่วนครั้งล่าสุดเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2560 ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในพื้นที่ภาคใต้ แม้พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันว่าไม่ใช่นักการเมือง แต่การให้สัมภาษณ์ในช่วงหลังเริ่มหยอดคำหวานให้กับประชาชน ว่า “ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมบริหารงานในแบบของผม ดูแลประชาชนโดยไม่เลือกว่าใครสนับสนุน"
กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์มาประกาศตัวชัดเจนว่า เป็นนักการเมือง เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา จนล่าสุดเมื่อวานนี้ในการพบปะสื่อมวลชนรับประทานอาหารร่วมกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ปฏิเสธว่าจะรับตำแหน่งนายกคนนอกหรือไม่ โดยระบุว่า หากพูดไป อาจเป็นการตัดโอกาสตัวเอง เพราะไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์วันข้างหน้าได้
เมื่อประกอบกับตั้งแต่กลางปี2560 พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ต่างจังหวัดเกือบทุกเดือน แต่ละครั้งนอกจากจะพบปะผู้นำท้องถิ่นและนักการเมืองในพื้นที่แล้ว ยังสร้างสีสันต่างๆให้กลายเป็นที่จดจำ จนถูกตีความว่า ทั้งหมดอาจเป็นจังหวะก้าวของคสช. ที่วางบทบาทผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ในช่วงโค้งสุดท้ายให้มีความพร้อมเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัวหลังการเลือกตั้ง
หากคสช.เปิดตัวเข้าสู่สนามการเมืองเต็มที่ รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย และอาจเป็นการเปิดประตูให้ข้อเสนอ 2พรรคใหญ่ อย่างประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ร่วมมือกัน มีความเป็นไปได้ เพราะกติกาที่คสช.วางไว้ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ 2 พรรคนี้ได้รับผลกระทบ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ความขัดแย้งเหลือง แดง หลายเป็นกลุ่มเอาคสช. และไม่เอาคสช.
สำหรับจังหวะที่ 2พรรคใหญ่จะจับมือกัน รศ.ยุทธพรระบุว่า มีความเป็นไปได้ ทั้งก่อนการเลือกตั้ง และ หลังเลือกตั้ง โดยปัจจัยที่จะกำหนดว่าเป็นช่วงไหน ขึ้นอยู่กับ บทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ และการเดินเกมของคสช. การจับมือกันก่อนการเลือกตั้ง อาจเกิดขึ้นได้ หากพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวชัดเจนต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง หรือ มีพรรคการเมืองใดประกาศตัวชัดเจนว่าหากเลือกพรรคของตนเอง จะสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หากปัจจัยเหล่านี้ชัดเจน โอกาสที่จะเห็นพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงรวมกันมีความเป็นไปได้
ส่วนการจับมือกันหลังการเลือกตั้ง อาจเกิดขึ้นเมื่อผลคะแนนการเลือกตั้งปรากฎว่า ทั้งพรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนไม่ต่างกันมาก การจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาลจะทำให้มีเสถียรภาพมากกว่า และเพื่อป้องกันการโหวตเหลือนายกรัฐมนตรีคนนอก เพราะ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ว.250คนที่แต่งตั้งโดยคสช.มีสิทธิ์ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีด้วย ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ล่าสุดแม้จะพูดตรงกันว่า จุดยืนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อาจจะร่วมมือหรือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ยาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าจะไม่เกิดขึ้น