สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง ซาราห์ แซนเดอรส์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผย ต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ ว่าทรัมป์ได้ประชุมกับนักการเมืองพรรครัฐบาล ว่าจะเดินหน้าการออกกฏหมายคุมเข้มการตรวจประวัติผู้ซื้อปืนทั่วประเทศอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในประเทศ จากเหตุกราดยิงโรงเรียนรอบล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันวันนี้ก็มีกลุ่มนักเรียนหลายสิบคนเดินทางไปประท้วงบริเวณด้านนอกทำเนียบขาวด้วยการนอนบนพื้นเป็นเวลา 3 นาที ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยม เมื่อวันพุธที่แล้ว
กลุ่มนักเรียนจากรัฐฟลอริด้าซึ่งเตรียมเดินทางไปประท้วงหน้าทำเนียบขาวในเดือนหน้า ต้องการให้รัฐบาลปฏิรูปกฏหมายการถือครองอาวุธให้เข้มงวดขึ้น – แต่ร่างกฏหมายของทรัมป์เพียงแค่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจประวัติผู้ซื้อเฉยๆ ไม่ได้แตะถึงช่องโหว่ของกฏหมายการครอบครองอาวุธ
เช่นเดียวกับนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปกฏหมายการถือครองอาวุธในสหรัฐฯ ซึ่งบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูนมาตรา 2 ว่าประชาชนมีสิทธิครอบครองอาวุธไว้ป้องกันตนเอง
ทรัมป์ ชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นปัญหาปัจเจกบุคคล โดยชี้ว่ามือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงจนมีผู้เสียชีวิต 17 รายเมื่อวันพุธที่แล้ว มีอาการของผู้ป่วยทางจิต แล้วก็กระหน่ำโจมตี FBI ว่าปล่อยปละละเลยให้มือปืนก่อเหตุ เพราะมัวแต่ตรวจสอบเรื่องรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งอยู่อย่างเดียว
ขณะที่เมื่อวานนี้ เป็นวันประธานาธิบดีของสหรัฐฯ มีการจัดอันดับ ‘ความยิ่งใหญ่’ ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งหมด 44 คน ประจำปี 2018 ทรัมป์ อยู่ในลำดับที่ 44 จากประธานาธิบดีสหรัฐฯทั้งหมด 44 คน
การสำรวจในครั้งนี้ ได้สอบถาม 170 บุคคลที่ดำรงค์ตำแหน่งประธานและสมาชิกส่วนบริหารของสมาคมรัฐศาสตร์ทั่วประเทศสหรัฐฯ ทั้งที่เคยดำรงตำแหน่งและยังคงทำหน้าที่อยู่
โดยแต่ละคนจะให้ลงคะแนนความยิ่งใหญ่ประธานาธิบดีแต่ละคน ระหว่าง 0-100 คะแนน เกณฑ์วัดคือ 0 คะแนน คือ ทำงานล้มเหลว, 50 คะแนน คือ ทำงานได้ปานกลาง และ 100 คะแนน คือ ทำงานได้ดีเยี่ยม 57 เปอร์เซนต์ ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตัวเองเป็นเดโมแครต 13 เปอร์เซ็นต์ เป็นรีพับลิกัน และ 27 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นกลุ่มการเมืองอิสระ