วันนี้ (13 มี.ค.61) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ออกมาสรุปผลคำตัดสินของศาลปกครองกลางใน 3 ประเด็นคือ ประเด็นแรก ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หรือเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาและคืนคลื่นความถี่ช่องทีวีดิจิทัลได้ เพราะมองว่า กสทช.จัดการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัลล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน ส่วนประเด็นที่สอง คือ กสทช.ต้องคืนหนังสือเงินค้ำประกันตั้งแต่งวดที่ 3 ให้กับเจ๊ติ๋ม ส่วนค่าธรรมเนียมในงวดที่ 1 และ 2 ที่จ่ายมาแล้วไม่ต้องคืน เพราะถือว่าช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในช่วงแระกอบการ และยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ส่วนประเด็นสุดท้าย คือศาลเห็นว่าเจ๊ติ๋มไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย เพราะแม้ กสทช.จะขยายโครงข่ายล่าช้า แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลัก ที่ทำให้เสียหาย ถ้าเทียบกับการแข่งขันของช่องทีวีดิจิทัลในปัจจุบัน เลขาธิการ กสทช.ระบุว่าพอใจกับคำพิพากษาของศาล เพราะมีทางออกให้กับทุกฝ่าย แต่จะอุทธรณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุมบอร์ดพรุ่งนี้
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลว่า เมื่อคำตัดสินของศาลออกมาในลักษณะนี้ จะทำให้ช่องดิจิทัลอีกหลายช่องแห่บอกเลิกสัญญา และคืนคลื่นความถี่ตามไปหรือไม่ เรื่องนี้นายฐากร มองว่า หากใครอยากบอกเลิกสัญญา สามารถใช้คำตัดสินของศาล เป็นบรรทัดฐานได้ เว้นแต่ กสทช.จะอุทธรณ์คดีต่อ และแม้วันนี้ กสทช.จะพอใจในคำตัดสิน แต่ยังติดใจในบางประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่ศาลเห็นว่า กสทช.ทำหน้าที่ขยายโครงข่ายล่าช้า
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ บริษัท ไทยทีวี จำกัด ฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ในฐานะผู้ถูกฟ้องที่ 1 และสำนักงาน กสทช. ในฐานะผู้ถูกฟ้องที่ 2 ซึ่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ช่อง ไทยทีวี และช่อง LOCA โดยนางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลของบริษัทไทยทีวี เป็นโมฆะทั้งหมด และเพิกถอนหนังสือ กสทช. 2 ฉบับ ที่ให้บริษัทไทยทีวี ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่งวดที่สองและฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย. 2558 ที่ยกเลิกให้บริษัทไทยทีวีได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่พร้อมกับให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ให้ใช้คลื่นความถี่ และให้สั่ง กสทช.คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพจำนวน 16 ฉบับลงวันที่ 10 ก.พ.57
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล ของ กสทช.เป็นไปอย่างล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผนงาน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ทำได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจวิธีการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์รวมทั้งการใช้คูปอง ทำให้การแลกซื้อเครื่องรับสัญญาณเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจึงไม่สนใจโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลมากเท่าที่ควร ดังนั้น ผู้ฟ้องคดี คือ บริษัท ไทยทีวี ที่มาเข้าร่วมประมูลตามคำประกาศเชิญชวนของ กสทช. แต่ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดตามคำประกาศเชิญชวน จึงมีสิทธิบอกเลิกการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลทั้งสองช่องรายการ และต้องคืนคลื่นความถี่โดยไม่มีสิทธิเผยแพร่ออกอากาศรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลได้อีกต่อไป ส่วนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในงวดที่ 2 ของช่องไทยทีวี และ LOCA เป็นเงินที่ต้องชำระในระยะเวลาที่ บ.ไทยทีวี ยังประกอบกิจการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลทั้งสองช่องรายการอยู่ก่อนการขอเลิก จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้คลื่นความถี่ทั้งสองช่องรายการ เป็นเงิน 288,472,000 บาท
แต่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในงวดที่เหลือ หลัง บริษัท ไทยทีวี ได้บอกเลิกการประกอบกิจการโดยชอบ โดยแจ้งการยุติการให้บริการให้ประชาชนได้รับทราบผ่านหน้าจอโทรทัศน์ทั้งสองช่องรายการตลอดวัน เป็นเวลา 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของกสทช.แล้ว ย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ในงวดหลังจากผู้ฟ้องคดีบอกเลิกสัญญา และ กสทช.ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารในส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ต้องชำระในงวดที่หนึ่งและงวดที่สองคืนให้แก่ บริษัท ไทยทีวี ประมาณ 1500 ล้านบาท หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้จำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ไม่สามารถคืนได้นั้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด ส่วนที่ บริษัท ไทยทีวี เรียกค่าความเสียหายอีกกว่า 700 ล้านบาท ศาลเห็นว่า ล้วนเกิดจากการดำเนินธุรกิจปกติทั่วไปของ บริษัท ไทยทีวี เอง จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา นางพันธุ์ทิพา หรือ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล แสดงความพอใจที่ศาลพิพากษาให้ กสทช.คืนเงินค้ำประกัน และไม่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่เหลือ แต่จะยังคงยื่นอุทธรณ์ ขอค่าเสียหายกว่า 700 ล้านบาทต่อศาลปกครองสูงสุด