ภายหลังเมื่อวันที่ (20 มี.ค.61) ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีคำสั่งใช้ มาตรา 44 ปลด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยให้เหตุผลว่า นายสมชัย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกําหนดการการเลือกตั้ง ด้วยถ้อยคําที่ไม่สมควรในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความสับสน รวมถึง นายสมชัย ได้สมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ดํารงตําแหน่งเลขาธิการกกต. โดยไม่ได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่กกต. ซึ่งถือเป็นการกระทําที่เข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ต่อมาภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว โดยยอมรับว่ามีหน่วยงานที่เป็นฝ่ายกฎหมายขอมา ซึ่งระบุว่า ไม่ไหวแล้ว เพราะทำให้ทุกอย่างสับสนอลหม่านมากพอสมควร
โดยวันนี้ (23 มี.ค.61) นายสมชัย เดินทางมาที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อเก็บของออกจากห้องทำงานเป็นวันสุดท้าย และก่อนที่จะเดินทางกลับได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมถือพระพุทธรูป ปางอภัยทาน ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว ที่ได้มาจากวัดแก้วพิจิตร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งทีมนิวมีเดียพีพีทีวี ได้รวบรวมคำสัมภาษณ์มาให้อ่านแบบคำต่อคำ
“คำว่าอภัยทานนั้น หมายความว่า เราอภัยให้กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราจะปล่อยวาง เราจะไม่ถือโทษโกรธ เราจะไม่ติดใจกับสิ่งต่าง ๆ ใด ๆ เป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ ตลอดระยะเวลาการทำงาน 4 ปีกว่า มีเรื่องราวต่าง ๆ เข้ามา มีการกระทบกระทั่งกัน มีเรื่องสังคมภายนอกที่เป็นปัญหาต่อกัน ผมคิดว่าวันนี้เมื่อเราออกจากตำแหน่งแล้ว เราต้องให้อภัยทุกอย่าง เราต้องปล่อยวางทุกเรื่อง ให้ถือว่าทุกอย่างจบสิ้นลง ไม่ติดใจอะไรต่อไป” นายสมชัย กล่าว
หลังจากนั้นนักข่าวถามว่า...
- การใช้อำนาจของ คสช. ในลักษณะนี้ เหมือนเป็นการก้าวก่ายองค์กรอิสระหรือไม่
“ยังไม่วิจารณ์ วันนี้ออกมา เป็นสุขแล้ว”
- ต่อจากนี้ไปจะไม่วิจารณ์ คสช. แล้วใช่หรือไม่
“ผมจะคิด ผมจะพูด ผมจะเขียน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ก็ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายว่าจะวิจารณ์ หรือไม่วิจารณ์ คสช. ”
- การที่ คสช. ใช้อำนาจลักษณะนี้ ตีความได้ไหมว่าเขาจะอยู่ยาวหรือไม่
“ไม่วิจารณ์อะไรทั้งสิ้นนะ เดี๋ยวเราจะกลับบ้านแล้ว ด้วยความสุขสงบ ด้วยความเบิกบาน”
- จะไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ กรณีการใช้อำนาจ มาตรา44 ปลดออกจากตำแหน่ง
“ผมไม่ติดใจ ผมไม่ยื่น และไม่ทำกระทำการใด ๆ เพื่อให้ตัวเองกลับมา”
- จะมีการทำอะไรเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน ที่จะทำให้ คสช.ไม่ต้องมาแทรกแทรงการทำงานแบบนี้
“ผมยอมรับ อำนาจการตัดสินใจของ คสช. เพียงแต่ว่า ต้องพูดเหตุผลที่เป็นจริง ถ้าเหตุผลยังครุมเครือ ผมก็ขอใช้สิทธิ์ชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง ในสิ่งที่ผมพูดว่า ถ้าพูดถึงกระบวนการในการเลือกตั้งที่สับสน พูดถึงกำหนดวันเลือกตั้งที่สับสน ผมก็ขอชี้แจงว่าไม่สับสนอย่างไรเท่านั้นเอง ในแง่ที่ถูกพาดพิง”
- แล้วเรื่องของการสมัคร เลขาธิการ กกต.
“ยังอยู่ในกระบวนการ คาดว่าเขาอาจจะต้องประกาศคุณสมบัติว่าผ่านไม่ผ่าน เรียกมาสัมภาษณ์ ซึ่งถ้าผมอยู่ก็มา ถ้าผมไม่อยู่ก็ไม่มา เพราะผมก็มีโปรแกรมไปที่ไหนต่อไหนอีกพอสมควร”
- ตกลงการโดนมาตรา44 จะกระทบต่อการไปสมัตรต่อตำแหน่งทางราชการหรือไม่ เพราะถือว่าโดนวินัยร้ายแรง
“ไม่ใช่เลยครับยืนยัน ผมไม่ได้โดนวินัยร้ายแรง ผมไม่ได้โดนข้อกล่าวหาทุจริตในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อกล่าวหาของผมคือ ความเห็นที่แตกต่างแค่นั้น”
- ติดใจไหม ที่เขาว่ามีการขอมา
“ถ้าหน่วยงานขอมา ผมก็เป็นห่วงท่านนายกฯ ว่าเหตุผลที่ท่านยกมานั้น ถ้ามาจากหน่วยงานด้านกฎหมาย ก็ควรเปลี่ยนหน่วยงานด้านกฎหมาย เพราะหน่วยงานดังกล่าวไม่เข้าใจสาระในรัฐธรรมนูญในมาตรา 102 และ 103 ทำให้ท่านนายกฯพูดในสิ่งที่ผิดไปจากรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านได้ข้อมูลจากหน่วยที่ปรึกษากฎหมายนี้ ทำให้ท่านพูดเช่นนี้ การบริหารบ้านเมืองจะเป็นด้วยความลำบาก รักท่านครับ”
“วันเกิดท่าน ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จ ให้เป็นนายกฯ ทำงานเพื่อประโยชน์บ้านเมืองให้ได้เต็มที่ต่อไป ใคร ๆ ก็รักลุงตู่ครับ” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าว