“ปรเมศร์” ชี้รื้อบ้านพักตุลาการคุ้มกว่า กู้คืนความสุขชาวบ้าน - ศรัทธาวงการยุติธรรม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แม้จะยังไม่ได้ข้อยุติสำหรับกรณีบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ที่ใช้งบประมาณ 1,017 ล้านบาท ว่าจะมีการ “รื้อ” ตามคำร้องขอของเครือข่ายทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพฯ ว่าควรจะมีสภาพเป็นป่าเช่นเดิมเพื่อฟื้นฟูป่า ขณะที่อัยการมองว่าแม้จะถูกกฎหมาย แต่เรื่องนี้กระทบกับความรู้สึกของประชาชน และสั่นคลอนกับศรัทธากระบวนการยุติธรรม

"ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม" รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า กรณีนี้ตามกระบวนการทางกฎหมายนั้นมันถูกต้อง แต่ที่ตั้งข้อสังเกตการจัดการที่ดินของรัฐว่าทำไมที่ราชพัสดุถึงไปอยู่บนเขา โดยปกติที่ที่อยู่บนเขานั้นกรมที่ดินมักจะไม่ออกโฉนดให้ ในกรณีที่ดินลาดชันประมาณ 35 องศาขึ้นไป แต่แปลงนี้ขึ้นทะเบียนมานานแล้ว ต้องไปย้อนดูว่าหลักคิดเขาเป็นอย่างไร ในกรณีนี้กรมธนารักษ์ดูแล แต่มันอาจจะออกมานานแล้ว ทุกวันนี้เรามีการทวงคืนผืนป่าจากชาวบ้าน แต่ในเรื่องนี้ตอนนี้มันไม่ได้มองว่าถูกกฎหมายหรือไม่ เพียงแต่ชาวบ้านเขามองว่ามันเหมาะสมหรือไม่มากกว่า กฎหมายจะยุติธรรมหรือไม่มันเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการกำกับ แต่อะไรที่มันถูกต้องชอบธรรมไม่ใช่ถูกต้องแค่ตามกฎหมาย กรณีนี้ตนไม่ได้โทษว่าหน่วยงานไหนผิด อาจจะเป็นเพราะในตอนนั้นกระแสอนุรักษ์นั้นยังไม่มากพอ ก็เลยทำให้มีการขึ้นสร้างบนนั้นได้

“เรากำลังพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติ พูดถึงสิ่งบางสิ่งที่ไม่อาจคำนวณมาเป็นราคาเงินได้ เช่น ความสุขของประชาชน ความรู้สึกของคนเชียงใหม่ คนภาคเหนือ หรือคนทั้งประเทศ ดอยสุเทพไม่ใช่ของคนเชียงใหม่แต่เป็นของคนทั้งประเทศ ความรู้สึกของคนที่เห็นภาพและไม่สบายใจ ซึ่งผมเป็นคนในกระบวนการยุติธรรมรู้สึกหนักกว่าชาวบ้านทั่วไปสักหน่อยว่าถ้าวันนี้คนเขาไม่เชื่อมั่นในเราแล้วต่อไปเราจะตัดสินกันอย่างไร เราจะเดินกันอย่างไร ต่อไปถ้าคนเชียงใหม่ไม่เชื่อศาล ยกตัวอย่าง ถ้าเราเป็นผู้พิพากษาที่อยู่ในบ้านพักนั้น เวลาไปเดินตามที่ต่างๆจะมีการมองอย่างไร ผมไม่ได้กลัวกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึก กลัวว่าจะมีภาพสะท้อนแบบนี้ ถ้ากลุ่มที่เขาต่อต้านยังไปทุกเสาร์แล้วจะอยู่กันอย่างไร ”
 

รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด มองว่า ถ้าเกิดทำแล้วเกิดความไม่คุ้มค่า เราก็คิดใหม่ได้ บางเรื่องไม่ต้องหาความรับผิดชอบ ที่ผ่านมาเราเสียหายกับงบประมาณต่างๆ มากมาย แต่ถ้าจะเสียอีก 600- 900 ล้านบาท เพื่อแลกกับความรู้สึก ตนก็อยากจะถามว่ามันคุ้มหรือไม่ และสิ่งที่คำนวณเป็นเงินไม่ได้คือศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม วันนี้ที่อ่านในเฟซบุ๊กเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก ขณะที่ตัวตุลาการเองเขาก็ต้องมีผลกระทบ และอาจจะมีความเครียดตามมาได้ สังคมที่ไม่เข้าใจก็จะเกิดการตำหนิ อาจจะทำให้กู้กลับมาลำบากในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และอยากจะให้มีการทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มศาลด้วยกันไหมว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไร น่าจะมีการฟังเสียงของคนที่เป็นตุลาการนั้นคิดเห็นอย่างไร  แต่ตอนนี้คนตัดสินใจต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ฝากถึงใครที่มีข้อมูลขอให้ส่งให้นายกรัฐมนตรี และให้เวลาท่านตัดสินใจ เลือกระหว่างความเสียหายที่คำนวณเป็นเงินได้ ความเสียหายที่คำนวณไม่ได้ และความสุขของคนในภาคเหนือ ในความคิดผมส่วนตัวมองว่า การ “รื้อ” นั้นคุ้มกว่า ในเรื่องของความสุขชาวบ้านกับเกียรติภูมิของวงการยุติธรรม

ขณะที่ ดร.ทนง ทองภูเบศร์ ผู้ก่อตั้งแคมเปญและเพจ “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ระบุว่า สิ่งที่เราเรียกร้องมันไม่ใช่เรื่องบ้านหรือสิ่งก่อสร้าง เราไม่ได้อยากได้ สิ่งที่เราเรียกร้องคือเราอยากได้พื้นที่ป่า แม้นายกรัฐมนตรีจะบอกว่า สร้างแล้วเสียดายงบประมาณ ก็ให้นำไปใช้อย่างอื่น ข้อนี้มันก็ไม่ได้ตอบข้อเรียกร้อง ธรรมชาติของผืนป่าดอยสุเทพมันไม่ควรมีสิ่งก่อสร้าง ด้วยความลาดชัน การไปทับลำห้วย พื้นที่รับน้ำ รวมทั้งไฟป่า เมื่อมนุษย์เข้าไปอยู่ก็มีการปล่อยของเสียลงมาข้างล่าง พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เปิดให้มนุษย์เข้าไปอยู่ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราเรียกร้อง
 

“สิ่งที่เขาอ้างเรื่องกฎหมายมันเป็นสิ่งที่เขาไปขีดไปว่าเอา แต่ผมมองในมุมกลับถ้าประเทศมีกลไกของกฎหมายที่ให้สามารถตัดไม้ได้หลายร้อยไร่แบบนี้  ผมว่ากลไกกฎหมายนี้ต้องแก้ไข แสดงว่ากลไกนี้มีปัญหา มีปัญหาในแง่ถูกกฎหมาย แต่ทำให้คนไปตัดไม้อย่างถูกกฎหมาย อันนี้น่ากลัว มันถึงเวลาแล้วหากยังมีการใช้กลไกแบบนี้อยู่ควรจะต้องแก้ไข ไม่ใช่ยืนยันว่าถูกกฎหมาย”

 

ผู้ก่อตั้งเพจ “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ย้อนเล่าว่า ที่ผ่านมาได้มีการคัดค้านตั้งแต่แรกตั้งแต่ที่มีการแผ้วถาง มีรถแบคโฮเข้าไป แต่ต้องทำความเข้าใจว่า พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ที่ชาวบ้านจะเดินขึ้นไปได้ง่ายๆ มันอยู่ลึกเข้าไป แล้วเรื่องนี้ก็ทราบจากกลุ่มที่ปั่นจักรยานเสือภูเขา เป็นกลุ่มแรก เพราะเส้นทางนั้นปั่นจักรยาน จนวันหนึ่งเขาไปเจอว่ามีรถแบคโฮและมีการตัดต้นไม้จำนวนมาก ก่อนจะมีการนำพารามอเตอร์ไปบินดู ก็พบว่ามีการแผ้วถางไปเรื่อยๆ ก่อนจะนำเรื่องนี้ไปให้อุทยานฯ เมื่อมารังวัดอุทยานฯบอกว่าไม่ได้อยู่พื้นที่อุทยานฯ มันเป็นเรื่องของกฎหมาย ชาวบ้านก็ไปไม่ถูก ได้แต่ร้อนใจเพราะมีการตัดไม้ไปมหาศาล จนทำให้เรามองว่ามันมีช่องโหว่ของกฎหมาย จนทำให้ป่าตรงนี้หายไป แต่ตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าเขาตัดต้นไม้ไปทำอะไร ซึ่งโครงการนี้ไม่ได้ไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเลย เรื่องของการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้โครงการต่างๆที่มีผลต่อการจัดการโครงสร้างและสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ทุกวันนี้ชาวบ้านยังไม่ทราบเอกสารโครงการและได้รับเอกสารเหล่านี้เลย


“การตัดต้นไม้ออกไปแล้วปลูกใหม่มันไม่มีทางเหมือนเดิม เนื่องจากระบบนิเวศนี้มันไม่ได้หมายความว่าปลูกดอกไม้โดดๆแล้วมันจะเป็นป่า ป่ามันมีความละเอียดมากกว่านั้น สิ่งที่เห็นคือการไปดัดแปลงร่องน้ำ มีการดัดแปลงจากหมู่บ้านจัดสรรบนพื้นที่ราบมา และไม่มีการกันภัยบนพื้นที่ลาดชัน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโอกาสที่จะเกิดดินสไลด์สูง รวมทั้งโอกาสการเกิดไฟป่าได้ พื้นที่ตรงนี้มันอันตรายเกินกว่าคนจะไปอยู่”

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ทนง บอกว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ รื้อลง ไม่ใช่การทุบ และรื้อเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ลงมาเป็นชิ้นส่วนได้ และตนก็เริ่มสงสัยว่า ทำไมศาลอุทธรณ์ที่อื่นไม่เห็นมีพื้นที่ใหญ่โตเช่นที่นี่ และมีการพิจารณาคดีมากน้อยแค่ไหน 

 

 ชมคลิปที่นี่..“ปรเมศวร์” เชียร์ รื้อบ้านพักตุลาการ “ดอยสุเทพ” ก่อนชาวบ้าน “หมดศรัทธา”กระบวนการยุติธรรม

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ