วันที่ 12 มี.ค. 58 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานผลการจัดอันดับผู้นำโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วว่าใครได้รับเงินเดือนมากที่สุด โดยอันดับ 1 ตกเป็นของ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ค่าตอบแทนปีละ 4 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือ 13.2 ล้านบาท โดยเงินเดือนประจำตำแหน่งของผู้นำสหรัฐฯ ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตั้งแต่สมัยที่ นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2544 อันดับ 2 ได้แก่ สตีเฟน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีของแคนาดา 2.6 แสนเหรียญสหรัฐ หรือ 8.58 ล้านบาท อันดับ 3 ตกเป็นของ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี 234,400 เหรียญสหรัฐ หรือ 7.73 ล้านบาท ซึ่งเธอและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพิ่งจะได้ปรับขึ้นเงินเดือน 2.2% ในช่วงต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
อันดับ 4 เจคอบ ซูมา ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ได้ค่าตอบแทนไม่น้อย 223,500 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 7.37 ล้านบาท อันดับ 5 ได้แก่ นายเดวิด แคเมอรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กับจำนวนเงินต่อปี 214,800 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 7.08 ล้านบาท ซึ่งค่าตอบแทนนี้รวมเงินประจำตำแหน่งในฐานะสมาชิกรัฐสภาอังกฤษแล้ว อันดับ 6 นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้รับเงินเดือนต่อปี 202,700 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 6.68 ล้านบาท อันดับ 7 ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส กับรายได้ 194,300 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือ 6.41 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าตอบแทนของนายออลลองด์คงจะติดอันดับต้นๆ หากเขาไม่ประกาศลดเงินเดือนตัวเองลง 30% เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งในปี 2012
อันดับ 8 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย มีรายได้จากตำแหน่งต่อปี 1.36 แสนเหรียญสหรัฐ หรือ 4.48 ล้านบาท โดยวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้นายปูตินสั่งปรับลดเงินเดือนของตัวเองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลคนละ 10% จนถึงสิ้นปี 58 นี้ เพื่อช่วยชาติจากปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อันดับ 9 มัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีของอิตาลี กับรายได้ 124,600 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือ 4.11ล้านบาท อันดับ 10 นางดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีบราซิล 1.2 แสนเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3.96 ล้านบาท อันดับ 11 นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย 30,300 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 9.99 แสนบาท อันดับสุดท้าย นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีของจีน ได้เงินเดือนรวมต่อปี 2.2 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ ที่แม้จะเป็นผู้นำประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ค่าตอบแทนของประธานาธิบดีของจีนกลับอยู่ในอันดับท้ายๆ ซึ่งค่าตอบแทนจำนวนนี้เป็นอัตราที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้วถึง 60% เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา.
ภาพประกอบ : www.aecnews.co.th