วันนี้ (18 พ.ค.61) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน SME Transform พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพ แข่งกับประเทศสิงคโปร์ เพราะขณะนี้ค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย แต่การขับเคลื่อนและพัฒนาจะต้องใช้ความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอะไรที่กีดขวาง หรือเป็นอุปสรรคขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฏหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าใน 6 เดือน ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งข้าราชการต้องให้ร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรามที่จะเป็นผู้นำ และความหวังร่วมสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และเอสเอ็มอีแบงก์
นอกจากนี้การขับเคลื่อนเป้าหมายที่สำคัญจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการในประเทศถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นเอสเอ็มอีมีการจ้างงานมากที่สุด ซึ่งหากล้มหายตายจากจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันเอสเอ็มอียังเป็นเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมและความคิดใหม่ ๆ ซึ่งอนาคตจะต้องยืนด้วยความคิดของตัวเอง และหาโอกาสทางตลาด แต่ในอดีตเกิดขึ้นยาก เพราะมีต้นทุนสูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อให้กับเฉพาะรายใหญ่ก่อน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือปรับเปลี่ยนการพิจารณาสินเชื่อโดยให้ปลอดหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สำหรับงาน SME Transform มีกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับเอสเอ็มอี ทั้งบริการเสริมศักยภาพสู่การเป็นสตาร์ทอัพ พร้อมให้คำแนะนำขยายโอกาสสู่ตลาดโลกยุค 4.0 และยังมีการให้บริการปรึกษาและแนะนำทางธุรกิจครบวงจรทางด้านการเงิน ซึ่งวันนี้มีสถาบันการเงินนำโปรโมชั่นพิเศษมาให้บริการ จะจัดถึงวันที่ 20 พฤษาภาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี