เมื่อวันที่ (24 พ.ค. 61) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภาและเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตำรวจกองบังคับการปราบปราม นิมนต์พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร และพระอรรถกิจโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ไปยังกองบังคับการปราบปรามเพื่อสอบปากคำ เนื่องจากพระทั้งสองรูปตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัดรอบ 3 โดยพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสะเกศฯ พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการทุจริต 2 โครงการจำนวนเงิน 69,000,000 บาท และพบเส้นทางการเงินมีการโอนให้กับบุคคลภายนอก อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบบัญชีธนาคารบัญชีส่วนตัวเป็นชื่อของเจ้าอาวาส 10 บัญชี พบเงินกว่า 132,000,000 ล้านบาท
หากเป็นการทุจริตของนักการเมืองหรือข้าราชการ แค่ 10 -25 % ก็ถือว่าเยอะมาก แต่การทุจริตเงินทอนวัดครั้งนี้ที่พระชั้นผู้ใหญ่บางรายได้ทุจริตไปเกือบ 80% เหตุการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธไม่อยากจะเชื่อและรับไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้สะสมกันมานานเพราะกฎหมายสร้างระบบอุปถัมภ์และสร้างอำนาจให้กับพระปกครองอย่างมหาศาล โดยมีอำนาจสามารถจัดการทรัพย์สินเงินทองได้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้รู้จัก ละ โลภ โกรธ หลง แต่พระบางรายโดนความโลภครอบงำจึงกลายเป็นวิบากกกรรมในครั้งนี้ แค่พระเปิดบัญชีเงินฝากส่วนตัวก็ถือว่าผิดพระธรรมวินัย
หากการทุจริตครั้งนี้ไม่ใช่พระแต่เป็นเพียงคนธรรมดาประชาชนก็คงจะมองอีกแบบ แต่การทุจริตครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในวงการศาสนาพระก็ถือเป็นบุคคลต้องภายใต้กฎหมาย โดยรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเอาจริงและบังคับใช้กฎหมายไม่สนใจว่าใครเป็นผู้กระทำผิด
การทุจริตเงินทอนวัดที่มีพระชั้นผู้ใหญ่เอี่ยวกระทบต่อความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อศาสนาแน่นอน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในศาสนาควรจะแก้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ให้พระสงฆ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดได้
ชมคลิป >> “ไพบูลย์” เตือน “พระเถระฯ” เอี่ยวโกงเงินวัด โดน ม.147 โทษสูงสุด “จำคุกตลอดชีวิต”