เมื่อวานนี้(29พ.ค.61) ตลาดหุ้นดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 392 จุด หรือ 1.6 เปอร์เซนต์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรปที่ปิดร่วงแรงทั้งกระดาน ปัจจัยหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองในประเทศอิตาลี ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ และส่อเค้าจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ขณะที่ นายคาร์โล คอตตาเรลลี อดีตนักเศรษฐศาสตร์ประจำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ที่ได้รับมอบหมายจาก ประธานาธิบดี แซร์โจ มัตตาเรลลา ให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล กลับไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากบรรดาพรรคการเมืองเท่าที่ควร จึงมีกระแสข่าวว่า ประธานาธิบดี มัตตาเรลลา อาจจะตัดสินใจประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือน ก.ค. นี้แทน ซึ่งนักลงทุนก็วิตกว่า หากผลการเลือกตั้งที่ออกมา ยังคงไม่มีรัฐบาลอีก ก็อาจเป็นเหมือนกับการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปไปโดยปริยาย
ภาคประชาชนเองก็อยากกลับไปเลือกตั้งใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อช่วงเย็นวานนี้ ประชาชนหลายพันคนได้ออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนในเมืองเนเปิลส์ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนผู้นำพรรค 5-Star Movement ที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดี มัตตาเรลลา ประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 29 ก.ค. นี้ ท่ามกลางวิกฤตทางการเมือง รัฐบาลอิตาลีก็ยังมีแนวโน้มจะผิดนัดชำระหนี้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
ส่วนอีกหนึ่งปัจจัย มาจากการที่ทำเนียบขาวประกาศเมื่อวานนี้ว่า จะเดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ในอัตรา 25 เปอร์เซนต์ คิดเป็นมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.6 ล้านล้านบาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ “พัก” การทำสงครามการค้าระหว่างกันแล้ว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กลุ่มโอเปกและรัสเซีย เตรียมจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ในวันนี้(30พ.ค.61) ตลาดหุ้นหลักๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว , ดัชนีคอมโพสิต ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ,ดัชนีหั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ตลาดหุ้นจีน ล้วนได้รับแรงกระเพื่อม ปรับตัวลงราว 1.5-2%
ส่วนดัชนีหุ้นไทย ก็ปรับตัวลงตามตลาดภูมิภาค แต่ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆในเอเชีย