ตรวจเข้ม“ขยะพิษ”หากพบ “นำเข้า-ทำลาย”ผิดกม.ปิดโรงงานดำเนินคดี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมศุลกากร เดินหน้าตรวจสอบโรงงาน“ขยะอิเล็กทรอนิกส์”เพิ่ม พร้อมมีมาตรการเด็ดขาดกับโรงงานลักลอบนำเข้า ขนส่ง หลอม ทำลาย ฝังกลบผิดกฎหมายมีโทษถึงขั้นยึดใบอนุญาต ปิดโรงงาน และดำเนินคดี

ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ทั้งแผงวงจร PCB แบตเตอรี่ พาวเวอร์ซัพพลาย ไดนาโม ถูกตรวจพบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่โรงงานคัดแยกขยะ และโรงงานรีไซเคิล ใน อ.แปลงยาว และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ยังพบโรงงานที่มีใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ทั้งที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และทำหน้าที่ลักลอบส่งต่อให้กับโรงงานที่ฉะเชิงเทรา รวมไปถึงการตรวจพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งที่สำแดงว่า เป็นการนำเข้าพลาสติก จนนำไปสู่คำถามมากมาย ถึงกระบวนการอนุญาตประกอกิจการและการตรวจสอบโรงานเหล่านี้ โดยเฉพาะการถูกเชื่อมโยงว่า มีกลุ่มทุนจากประเทศจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มาตั้งโรงงานรีไซเคิลในไทยจำนวนมาก หลังจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงหลังหารือร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และกรมควบคุมมลพิษ โดยออกมาตรการสำคัญ 7 ข้อ 

1.ผู้ที่นำเข้าของเสียอันตรายโดยถูกกฎหมาย ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

2.ผู้ที่นำเข้าของเสียอันตรายมาแล้ว กระทำความผิด จะถูกปราบปราม จับกุม และยกเลิกใบอนุญาตนำเข้า

3.ผู้ที่ลักลอบคัดแยก ทำลาย หลอม และฝังกลบ โดยผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

4. บ่อฝังกลบ ที่นำขยะอันตรายไปฝังกลบผิดวิธี ผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดี และต้องขุดเอากากอุตสาหกรรมที่ฝังกลบไว้มาเข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี หากไม่ปฏิบัติตามจะสั่งปิดทันที

5. กรมศุลกากร จะเอ็กซเรย์ ตรวจสอบสินค้ากุมเสี่ยงและบริษัทตามบัญชีเฝ้ามอง

6. หากพบการนำเข้าของเสียอันตรายโดยสำแดงเท็จ จะปรับ ผลักดันออกนอกประเทศ และจะจับกุมส่งดำเนินคดีด้วย

7. การพิจารณาอนุญาตนำเข้าของเสียอันตรายจากนี้ไป กรมโรงงานอุตสาหกรรม และหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการวัตถุอันตราย ก่อนจะกำหนดแนวทางต่อไป

พล.ต.อ.วิระชัย ยังเปิดเผยด้วยว่า โรงงานทุกแห่งที่ลงไปตรวจสอบ จะถูกดำเนินคดีทั้งหมด โดยมีบางแห่งถูกตั้งข้อหาถึง 21 ข้อหา และยังพบว่า ผู้นำเข้ารายใหญ่ มีตัวเลขการสียภาษีที่ผิดปกติ เพราะสียแค่ 9 หมื่นบาทต่อปี

ด้านนายบรรจง สุกรีฑา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม  ยืนยันว่า การอนุญาตนำเข้าของเสียอันตรายที่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามเงื่อนไขของอนุสัญญาบาเซล เช่นปี 2561 มีโควต้านำเข้า 111,787 ตัน ,นำเข้ามาแล้ว 378,000 ตัน,ส่วนปี 2560 มีโควต้า 53,290 ตัน ซึ่งในส่วนที่นำเข้าอย่างถูกต้อง เพราะภายในชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นของมีค่าและยืนยันว่า หากโรงานที่ขอนำเข้าทำตามกฎหมาย จะต้องนำกากของเสียที่เหลือสุดท้าย ไปกำจัดอย่างถูกต้องในโรงงานกำจัดของเสียอันตราย ประเภท 101 เท่านั้น แต่ที่พบทำผิดกฎหมาย คือ การมีของเสียอันตราย โดยไม่ผ่านการอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม

ส่วนโรงงานที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ที่ทีมข่าว PPTV ไปพบว่า มีรูปแบบคล้ายประกอบกิจการเกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม บอกว่า เป็นจุดที่ไม่ได้รับอนุญาต

ประเด็น “กากสุดท้าย” หรือ ของเสียอันตราย ที่เหลือจากกิจการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากกลุ่มนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมา พบการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายจำนวนมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะ “กากสุดท้าย” เหล่านี้ มีราคาค่ากำจัดอย่างถูกต้องในอัตราที่สูงมาก จึงถูกนำมาลักลิลบทิ้ง หรือลักลอบฝังกลบในโรงงานประเภทรีไซเคิล หรือ โรงงานคัดแยกขยะ ทั้งที่ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นของเสียอันตราย

ที่สำคัญ คือ ในเมื่อทั้งโรงงานที่นำเข้าของเสียอันตรายอย่างถูกต้อง และโรงงานที่นำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า มาคัดแยก หรือ รีไซเคิล ยังจะต้องเหลือ “กากของเสียอันตราย” สุดท้ายของเสียเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกส่งต่อไปกำจัดอย่างถูกต้องยังโรงงานประเภท 101 เพราะถ้าส่งไป จะต้องมีใบนำส่งที่ตรวจสอบได้ จึงมีคำถามว่า มีกระบวนการตรวจสอบหรือไม่ ทั้งที่น่าจะตรวจสอบได้จากกระบวนการขนถ่ายกากของเสีย

ส่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ดูตามศักยภาพของเครื่องจักร แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตบางรายลักลอบนำชิ้นส่วนอิเล็กทรนิกส์ไปขายต่อ ซึ่งขณะนี้มองเห็นปัญหาว่าจะอนุญาตตั้งโรงงานโดยดูตามเครื่องจักรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูด้ยว่า พื้นที่มีศักยภาพจัดเก็บดูแลชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่

สำหรับใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตราย 1 หมื่นตัน ที่ผ่านเงื่อนไขของอนุสัญญาบาเซล ให้กับ บริษัท ไวโรกรีน (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นโรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่ง พล.ต.อ.วิระชัย เข้าไปตรวจสอบและดำเนินคดี หลังพบของเสียอันตรายจำนวนมากที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตตั้งโรงงาน และยังพบว่าเป็นต้นทางที่ส่งไปยังโรงานรีไซเคิล ที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา โดยทีมข่าว PPTV ยังตรวจสอบพบว่า บริษํท ไวโรกรีน ไม่เคยแจ้งนำส่งกากของเสียอันตราย ไปกำจัดที่โรงงานประเภท 101 ที่มีอยู่ทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย ทั้งที่มีตัวเลขการนำเข้า ที่ขออนุญาตตามเอกสารนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ