“พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” พระนักคิดนักเขียน วัดสร้อยทอง เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ว่า กรณีหนังสือที่ออกมาของสำนักพุทธฯ ออกมานั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะอ่านแล้วก็พอเข้าใจเนื้อหา เพราะเขาต้องการโมเดลตัวอย่างของวัด ที่พระไม่จับเงินสด คือได้เงินสดมาแล้วก็ส่งเข้าส่วนกลางทั้งหมด ไม่ต้องผ่านที่ตัวพระสงฆ์ ที่ผ่านมามีการถกเถียงกันว่าบางวัดทำได้ ขณะที่ในเรื่องของพระธรรมวินัยนั้นไม่ได้ตั้งแต่ “รับ” แล้ว แค่รับก็เป็นอาบัติแล้ว แม้แต่เงินบาทเดียวก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่สำนักพุทธฯกำลังจะทำนั้นไม่เข้าใจว่าจะทำอะไร จะแค่สำรวจเฉยๆ ต้องการวัดตัวอย่างเพื่อประชาสัมพันธ์ หรือออกเป็นกฎระเบียบข้อบังคับ ก็ต้องรอดูท่าทีว่าต้องการทำอะไรกันแน่ เพราะย้อนแย้งกับหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้
“การใช้เงินอาตมาก็ใช้ตามปกติ อาตมาเป็นมหานิกาย ไม่ใช่ถือธรรมเนียมแบบธรรมยุต ที่ต้องใช้ใบปวารณาไปขึ้นเพื่อเอาเงินสด ปกติได้รับปัจจัยมาก็ใช้ตามปกติ ไม่ได้เก็บเข้าบัญชีส่วนตัว ประเด็นเรื่องการรับเงินรับทองมีมานานมากแล้ว เดี๋ยวชาวพุทธจะเข้าใจว่าเพิ่งมีเมื่อปีสองปีไม่เช่นนั้นสมัยก่อนพระมหากษัตริย์ท่านไม่ตั้งเงินเบี้ยหวัดพระราชทานเงินนิตยภัตให้กับพระหรอก พระที่มีสมณศักดิ์จะมีเบื้ยหวัดถวายหมด สมัยรัชกาลที่ 5 มีการกำหนดจำนวนเงินตามสมณศักดิ์ว่ากี่บาท พระรับเงินรับปัจจัย มันมีมานานแล้ว พระมหากษัตริย์ท่านให้การอุปถัมป์แบบนี้ เรื่องเหล่านี้มีหลักฐานอยู่ และสำนักพุทธฯ ก็รู้เพราะทุกวันนี้ก็มีอยู่เพราะต้องจัดเงินให้ให้พระที่มีสมณศักดิ์ทุกรูปทุกเดือน ตั้งแต่พระที่เป็นเจ้าอาวาสจนถึงสมเด็จพระสังฆราช มีอัตราเงินเดือนหมดทุกรูป ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ต้องมีบัญชีส่วนตัว”
พระมหาไพรวัลย์ บอกว่า การที่มีลูกศิษย์หรือไวยาวัจกรเข้าไปหยิบเงินแทนนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่พระบางรูปไม่ยุ่งเกี่ยวก็เงินก็เป็นเรื่องดี แต่ก็มีข้อเสียคือพระจะอยู่ได้ต้องอยู่ด้วยการอาศัยโยม พระหนึ่งรูปต้องมีอารามิกะหนึ่งคน ต่อไปกรณีพระในเมืองยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย อย่างอาตมาจะมาออกรายการก็ต้องพาลูกศิษย์มาด้วย มันก็มีข้อเสีย กรณีพระพยอม ท่านพูดชัดเลยว่าไปอยู่วัดท่านเอาเงินเข้าส่วนตัวไม่ได้ ต้องอยู่กองกลาง ก็มีข้อเสียคือไม่มีพระที่จะอยู่กับท่าน เพราะว่าอยู่ไม่ได้ ท่านจึงอยู่ได้ท่านเดียว เวลาไปไหนก็มีโยมขับรถให้ แต่พระรูปอื่นจะทำอย่างไร ทุกวันนี้อาตมาเวลาไปสอนหนังสือก็ไปคนเดียว นั่งวินมอเตอร์ไซค์ก็ไปคนเดียว จะไม่จ่ายเงินเขาก็ไม่ได้
นอกจากนี้ พระมหาไพรวัลย์ มองว่า การจัดการตรงนี้ควรเริ่มที่จุดใหญ่ๆให้ได้ก่อนที่จะมาจัดการเรื่องเล็กๆ ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องกรรมการวัดก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บัญชีเงินกองกลางของวัดก็ยังไม่ได้ทำ ที่มีปัญหาคือเงินก้อนใหญ่ที่เป็นเงินบริจาคที่ต้องการจะให้เข้าวัด เช่นทอดผ้าป่า บูรณะวัด เป็นต้น ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้อยู่ รวมทั้งบางวัดมีไวยาวัจกร แต่คนที่คุมการเงินเป็นคณะกรรมการ ไม่ได้มีกฎหมายรองรับ บางวัดก็ตั้งเครือญาติ หรือคนที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านมาเป็นกรรมการวัด เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรจะแก้ไขก่อน เรื่องนี้อาจจะทำได้แต่ควรเป็นเรื่องสุดท้าย ควรไปไล่มาก่อน หากไม่อยากให้พระมีบัญชีเงินก็ต้องยกเลิก “เงินนิตยภัต” ที่สำนักพุทธฯ เป็นคนออกมาให้เสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำนักพุทธฯทำได้เลย เพียงแค่เสนอรัฐบาล ทำส่วนนี้ได้ก็จะไม่มีข้ออ้างที่พระจะต้องเปิดบัญชีแล้ว จากนั้นค่อยออกมาว่าพระห้ามมีบัญชีส่วนตัว เรื่องนี้ควรจะแก้ที่โครงสร้างไม่ควรแก้ที่เล็กๆ แล้วเมื่อไหร่จะทำสำเร็จ ตอนนี้ก็ยอมรับว่าในวงการพระสงฆ์นั้นก็มีการตื่นตกใจเพราะหลายเรื่องมาพร้อมกันทีเดียว
ขณะที่ “นพ.มโน เลาหวณิช” รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต มองว่า กรณีนี้เป็นเพียงการสำรวจทั่วไปมากกว่า กว่ามีวัดกี่วัดที่บริหารจัดการโดยที่เงินไม่เข้ากองกลาง แล้วพระสงฆ์หรือเจ้าอาวาสไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคหรือเงินทำบุญ โดยเรื่องการจับเงินใช้เงินนั้นมีอยู่แล้วมีอยู่แล้ว แต่จะมีอยู่บางสายอย่าง “หลวงพ่อชา” ที่จะเคร่งเรื่องนี้มาก ไปไหนจะมีอุบาสกเป็นปะขาวไปด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็นอุปัฏฐาก ดูแลต่างๆ คอยหยิบเงินทอง เวลาไปไหนต้องไปด้วย ต้องมีคนคอยจ่ายเงินให้ ถ้าออกจากนอกวัด ในวัดก็มีโรงฉัน ฉันพร้อมกัน วันละมื้อเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเป็นพระวินัยที่เคร่งครัด เพราะเป็นมหานิกาย ส่วนของ “พระพยอม” ท่านก็มีบัญชีแต่ทำในลักษณะของมูลนิธิวัดสวนแก้วที่คอยซื้อที่ช่วยเหลือคนยากจน เป็นแนวสังคมสงเคราะห์ – พุทธานุเคราะห์
“ถ้าถามว่าพระสงฆ์ยังต้องใช้เงินหรือไม่ คำตอบก็คือยังจำเป็น อย่างขึ้นแท็กซี่ไปไหนมาไหน ถ้าวัดไหนมีเงิน มีคนถวายเยอะ ก็จะซื้อรถยนต์ ไม่ใช่ในนามตัวเอง แต่เป็นการซื้อในนามลูกศิษย์วัด แล้วก็มีลูกศิษย์คอยขับให้ ในหลายประเทศก็มีลูกศิษย์มาช่วยทำแทนที่เรียกว่า “ไวยาวัจกร” แต่ที่ผมไม่สบายใจคือประเด็นนี้เป็นประเด็นย่อย ที่ถูกทำให้เป็นประเด็นใหญ่ ที่ถูกนำมาหาเรื่องกับสำนักพุทธฯ จากจดหมายฉบับเดียว ว่าเป็นการบีบบังคับพระ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ”
นพ.มโน กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว อย่างปัจจุบันเวลาบวชนาค จะมีบอกว่าต้องถวายพระอันดับเท่าไหร่ พระอุปัชฌาย์เท่าไหร่ พระผู้สวดเท่าไหร่ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ รวมถึงบาตร จีวร รวมทั้งกุฏิก็ต้องเสียค่าน้ำค่าไฟอีก การบวชนาคไม่ว่าจะเป็นมหานิกาย หรือนิกายธรรมยุตก็จำเป็นต้องใช้เงินทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้เรื่องเงินเข้ามาเป็นจตุปัจจัยที่สำคัญ แต่จะทำอย่างไรที่จะรักษาพระธรรมวินัยได้ ก็ต้องดูที่กรอบใหญ่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกว่า สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในความคิดของตนนั้นเราจะใช้ปรัชญาอะไรเพื่อมาปฏิรูปวงการสงฆ์ จะตีความพระธรรมวินัยแบบเถรตรงตามตัวอักษรเป๊ะ หรือจะมองภาพใหญ่กว่านั้น ที่มองเรื่องพุทธประวัติด้วย การที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกท่านเป็นจิตอาสาคนแรกในโลก ท่านโปรดคนทุกคนที่โปรดได้ ไปแคว้นต่างๆ โดยไม่ได้ปราถนาสิ่งตอบแทน ในวันนี้การจัดการต้องเริ่มจัดการวิธีโครงสร้างแบบ “จิตอาสา” โดยการมีเงินตามสมณศักดิ์นั้นก็ควรมีได้ แต่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
“สมัยที่ผมอยู่กรรมการวัดพระธรรมกาย ผมบอกได้เลยว่ามีการบริการจัดการเรื่องระบบจิตอาสาดีมาก เงินที่พระได้แต่ละรูปนั้นเข้ากองกลางหมด มีพระ 4 รูปคุมเงิน เวลาไปข้างนอกก็จะมีลูกศิษย์ขับรถให้ ตอนนั้นทุกอย่างทำตามพระธรรมวินัย ค่าน้ำค่าไฟเข้าวัดไป แล้วจะมีการแบ่งให้ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้”
นอกจากนี้ รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ทางแก้คือควรแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ เรื่องคุณสมบัติของไวยาวัจกร กระจายอำนาจไม่ให้ที่อยู่ที่พระหรือเจ้าอาวาสรูปเดียว เป็นกรรมการอย่างน้อย 5 รูป รวมทั้งไวยาวัจกรควรมีการคัดเลือกจากคนในชุมชนเข้ามา มีการมีส่วนเรื่องของพุทธศาสนิกชน เพราะ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 มีช่องโหว่เยอะมาก ทำให้พระเปรียบเสมือนพระราชาในพื้นที่เล็กๆของตนเอง จะไล่ใครออกจากวัดก็ได้ จะบริการการเงินอย่างไรก็ได้ จะเอาเงินไปใช้อย่างไรก็ได้ จำเป็นไวยาวัจกรที่มีคุณภาพ แล้วบริหารการเงินให้วัดอย่างโปร่งใส ไม่ใช่พอมีเงินมากลายเป็นวัดใหญ่ก็เริ่มมีการเซ็งลี้ ก่อนจะมีสีกามา มีการทำบริษัทนอมินี ทำให้พระศาสนาแปดเปื้อน ถ้าวัดโปร่งใสแต่ต้น ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกกัน ให้มีไวยาวัจกร ที่มีคุณสมบัติ และมีจิตอาสาก็จะโปร่งใส
ชมคลิปที่นี่... “หมอมโน” ชม “วัดพระธรรมกาย” จัดการเงินวัดแบบไม่ขัด “ธรรมวินัย”