หลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ขึ้นเวทีแถลงต่อสื่อมวลชนว่า สหรัฐฯ จะระงับการซ้อมรบร่วมประจำปี ระหว่าง สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบรรยากาศการพูดคุยระหว่างสหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือในตอนนี้
นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังบอกด้วยว่า วิธีนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณได้มหาศาล และหากต้องกลับมาซ้อมรบร่วมก็ต้องมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น หากการเจรจาในอนาคตระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าการซ้อมรบร่วมนี้ถือเป็นการกระทำที่ยั่วยุอย่างมาก พร้อมพูดเป็นนัยว่าในอนาคตอาจจะถึงขั้นถอนกำลังทหารออกจากเกาหลีใต้ด้วย โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม หลังทรัมป์แถลงปิดการประชุมไป เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็ออกมาเผยว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันใดๆ ว่าการซ้อมรบร่วมในปีนี้จะถูกระงับ
โดยเฉพาะญี่ปุ่น รัฐมนตรีมหาดไทยญี่ปุ่น อิตซึโนริ โอโนเดระ อธิบายต่อสื่อญี่ปุ่น ว่าการซ้อมรบร่วมและกองกำลังทหารของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมาก และทั้งสามประเทศ (สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ก็ทราบดีถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โอโนเดระ ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะยังไม่มีการปรับนโยบายใดๆ หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยจะยังกดดันรัฐบาลเปียงยางของเกาหลีเหนือต่อไป เพราะญี่ปุ่นต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจากทางโสมแดงก่อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไปหลายสิบปีก่อน
ขณะที่เมื่อวานนี้ ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า จำเป็นจะต้องหาความหมายและเจตนาที่แท้จริงจากแถลงการณ์ดังกล่าวของทรัมป์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ได้โทรศัพท์คุยกับผู้นำสหรัฐฯ นาน 20 นาที แต่มีการชี้แจงว่าไม่ใช่การโทรไปหารือเรื่องการซ้อมรบร่วม
แต่ล่าสุด วันนี้ สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีว่าการระงับปฏิบัติการซ้อมรบตามที่ทรัมป์เสนอไปนั้น อาจจะจำเป็นต่อการผลักดันให้เกาหลีเหนือทำตามที่ตกลงกันไว้เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างโปร่งใสและถาวร