งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระบาดวิทยาและสุขภาพชุมชน ระบุว่า จากการศึกษาผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ประมาณ 6 ล้านคนในพื้นที่ชนบทของจีน ระหว่างปี 2010-2016 พบว่า ผู้หญิงที่มีสามีเลิกสูบบุหรี่ในช่วงใกล้เคียงกับการปฏิสนธิ จะมีความเสี่ยงแท้งบุตรน้อยกว่าผู้หญิงที่มีสามียังไม่เลิกสูบบุหรี่ประมาณ 18 เปอร์เซนต์ โดยอัตราการแท้งบุตรของผู้หญิงที่มีสามีไม่บุหรี่ จะอยู่ที่ 2.38 เปอร์เซนต์ เทียบกับอัตราแท้งบุตรของผู้หญิงที่สามีสูบบุหรี่ ซึ่งอยู่ที่ 2.92 เปอร์เซนต์ แต่หากว่าที่คุณพ่อ ตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ก่อนหรือหลังจากการปฏิสนธิไม่นาน อัตราแท้งบุตรจะอยู่ที่ 2.79 เปอร์เซนต์ เทียบกับผู้หญิงที่สามียังเลือกที่จะสูบบุหรี่ต่อไป ซึ่งอยู่ที่ 3.35 เปอร์เซนต์
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใด การสูบบุหรี่ของสามีจึงเพิ่มความเสี่ยงให้ภรรยาแท้งบุตร แต่ ดร. เอลิสัน ฮอลโลเวย์ ประจำภาควิชาสูตินรีวิทยาของมหาวิยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา เชื่อว่าการสูบบุหรี่ของสามีจะทำให้ภรรยาได้รับสารเคมี หรือบุหรี่มือสอง มือสาม ซึ่งติดค้างอยู่ตามสิ่งของต่างๆ ทั้งเสื้อผ้าหรือเฟอร์นิเจอร์
ขณะที่ ดร. เซฟ วิลเลียมส์ หัวหน้าสาขาวิชาต่อมไร้ท่อสำหรับการเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก ศูนย์การแพทย์โคลัมเบีย ในนครนิวยอร์ก ระบุว่า การศึกษาดังกล่าวยังมีข้อจำกัดเนื่องจากต้องพึ่งพาข้อมูลประวัติผู้ป่วยเป็นหลักและไม่มีการวัดปริมาณสารพิษหลายๆชนิดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ แต่ผลการศึกษานี้ก็ตอกย้ำว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้หญิง และสามี ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในครรภ์ได้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคู่สามี-ภรรยาที่กำลังวางแผนมีครอบครัว