สมาชิกรัฐสภาของฝรั่งเศสลงมติ 62 ต่อ 1 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายที่ห้ามนักเรียนอายุ 3 - 15 ปี ห้ามนำสมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เช่น แท็บเล็ต มาโรงเรียน หรือต้องปิดเครื่องในขณะที่อยู่ในโรงเรียน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.นี้
ซึ่งสมาชิกรัฐสภาส่วนมากที่เห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคลารีพุบลิก อองมาร์ช ของ ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะผลักดันกฎหมายลักษณะดังกล่าว
ขณะที่สมาชิกสภาจากพรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวางดออกเสียง เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก
ส่วนโรงเรียนมัธยมปลายที่มีนักเรียนอายุเกิน 15 ปี จะได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจเองว่านำคำสั่งห้ามดังกล่าวมาใช้หรือไม่
โดย ฌอง มิเชล บลองเก (Jean-Michel Blanquer ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศส ระบุว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาการสังคมก้มหน้าของเด็กๆ และเยาวชนในปัจจุบันได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของการศึกษา
วิจัยชี้ชาวอังกฤษ 66 เปอร์เซนต์เป็น “โรคขาดมือถือไม่ได้”
ประเทศอังกฤษมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2012 ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกสำรวจ 66 เปอร์เซนต์มีอาการ nomophobia ( NO MObilephone Phobia) หรือความกลัวเมื่อไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ขณะเดียวกันผู้ถูกสำรวจ 44 เปอร์เซนต์ยังระบุว่ามีโทรศัพท์อย่างน้อย 2 เครื่อง เพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นจากประเทศเกาหลีใต้ พบว่า วัยรุ่นที่มีอาการติดสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตจะมีสารสื่อประสาทที่สูงขึ้น ทำให้เซลล์ประสาทเคลื่อนที่ได้ช้าลง จนส่งผลให้การควบคุมตัวเองลดลงและเสียสมาธิได้ง่าย
นอกจากนี้ งานวิจัยของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเมืองแห่งลอนดอนยังพบว่าการห้ามพกสมาร์ทโฟนมาโรงเรียนทำให้นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน