ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึง วิกฤตค่าเงินที่ลดลง 45 % เมื่อเทียบกับต้นปี โดยผลกระทบต่อไทยระยะสั้นสถานการณ์จะเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดเงินและตลาดทุนไทย ทำให้ค่าเงินอาจจะอ่อนค่าและตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับลดลงชั่วคราว สำหรับการส่งออกจากไทยไปตุรกีมีความเสี่ยงที่จะลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจตุรกีมีแนวโน้มถดถอย และการอ่อนค่าเงินอย่างรุนแรง ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่องทำให้ความต้องการนำเข้าลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย-ตุรกีจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกไทยทั้งปี 2561 ที่ 8 %
ทั้งนี้ ประเทศตุรกีเป็นตลาดส่งออกของไทยอันดับที่ 33 มีมูลค่าการส่งออกครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.) อยู่ที่ 644.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.51% ของการส่งออกไทยทั้งหมด และขยายตัว 4.13% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ประกอบด้วย รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เส้นใยประดิษฐ์ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก และตู้เย็น เป็นต้น
นางณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า กรณีการอ่อนตัวลงของค่าเงินตุรกีในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย โดยมูลค่าการลงทุนของกองทุนรวมไทยในตุรกีมีมูลค่าเพียง 7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมไทย โดยเป็นการลงทุนของกองทุนรวมตราสารหนี้ 2 กองทุนภายใต้การจัดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 2 แห่งในเงินฝากและตราสารหนี้ของธนาคารตุรกีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโร ซึ่งได้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป แต่ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ซึ่งบริษัทจัดการที่มีการลงทุนในตุรกีได้ติดตามสถานการณ์ในประเทศตุรกี และผลกระทบต่อกองทุนรวม รวมถึงดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ก็จะมีการติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อไปด้วย
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้