เมื่อวันที่ (31 ส.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด กรรมการ ป.ป.ช.คนนี้ ชี้แจงกับ PPTV ว่า การตรวจสอบการจัดซื้อ GT 200 จะได้ข้อสรุปในสิ้นปีนี้ โดยเน้นไปที่กระบวนการจัดซื้อถูกต้องหรือไม่ พร้อมยังยืนยันคำพูดเดิม ว่า เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ใช้แล้วรู้สึกปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่า เครื่องมือนี้ “คุ้มค่า” ความรู้สึกของผู้ใช้งาน เป็นสิ่งที่นายสุรศักดิ์ กรรมการ ป.ป.ช. ให้ความเห็นว่าทำให้การชี้มูลกรณี GT 200 ค่อนข้างลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่ ให้การว่า ใช้งานแล้วรู้สึกอุ่นใจ เหมือนมีพระเครื่อง จึงยืนยันว่า ต้องการสื่อสารด้วยความหมายเช่นนี้จริงๆ เพราะอยากสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่ใช้เครื่อง GT 200 รู้สึกมีกำลังใจที่มีเครื่องมือในการดูแลความปลอดภัย ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินความคุ้มค่าของการจัดซื้อ แต่ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า การจัดซื้อ GT 200 คุ้มทุนหรือไม่
ประเด็นหลักที่ ป.ป.ช ตรวจสอบการจัดซื้อเครื่อง GT 200 คือเรื่องความคุ้มค่า คุ้มทุน ของการจัดซื้อ และประเด็นการทุจริต ว่ามีเจ้าหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย สรุปผลการตรวจสอบ มั่นใจว่าจะมีบทสรุปได้ภายในปีนี้ โดยการตรวจสอบเน้นไปที่ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลัก ส่วนผลการตรวจสอบยังเป็นความลับ แต่ยอมรับว่า อาจมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.ใช้ข้อมูล หลักฐาน และกฏหมายเป็นหลักในการพิจารณา
นายสุรศักดิ์ ยอมรับ การตรวจสอบกรณี GT200 ล่าช้าจริง เพราะต้องพินิจพิเคราะห์หลายด้าน เพื่อใช้โต้แย้ง กรณีถูกตั้งคำถามจากผลการวินิจฉัย ซึ่งต้องสามารถตอบได้ทุกประเด็นโดยต้องปราศจากข้อสงสัย ประเด็นที่น่าสนใจในการจัดซื้อจัดจ้าง คือการกำหนดคุณสมบัติเครื่อง GT 200 เพราะใช้วิธีจัดซื้อแบบวิธีพิเศษ คือ อ้างความจำเป็นเร่งด่วน และระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะ โดยอ้างข้อจำกัดทางเทคนิค เพราะเป็นยุทโธกรณ์ทางทหารแล้ว
นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การกำหนดคุณสมบัติของเครื่อง ถูกเขียนแบบกว้างๆ โดยอ้างว่า เป็นเครื่องมือที่ยังไม่เคยนำมาใช้ในประเทศไทย แม้จะมีหลายหน่วยงานจัดซื้อเช่นกัน แต่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมาก จึงนำมาใช้เปรียบเทียบได้ยาก และหน่วยงานที่จัดซื้อ อ้างว่า ซื้อมาใช้ เพราะฝ่ายความมั่นคงในประเทศอื่น ที่มีความเจริญด้านการทหารมากกว่า ซื้อมาใช้ก่อนแล้ว ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีการตรวจสอบว่า เครื่อง GT200 ใช้งานไม่ได้จริง ตามที่ถูกตรวจสอบในภายหลัง
เมื่อวานทีมข่าว PPTV พูดคุยกับ นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่ติดตามการตรวจสอบความผิดปกติในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น นายเจษฎา ระบุว่า สิ่งที่ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบในเรื่องนี้ คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผิดปกติ รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของเครื่อง โดยใช้หลักการเปรียบเทียบกับการจัดซื้อจัดจ้างกรณีอื่นๆ ไม่ใช่แค่กรณีเครื่อง GT 200 และไม่ควรใช้ความรู้สึก มาเป็นหลักเกณฑ์พิจารณาเรื่องความคุ้มค่า
ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา หน่วยงานรัฐฯที่จัดซื้อ เครื่อง GT200 มีอย่างน้อย 9 หน่วยงาน เช่น กรมสรรพาวุธ ทหารเรือ ซื้อ 38 เครื่อง มูลค่า 39 ล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 9.3 แสนบาท ถึง 1.2 ล้านบาท กองทัพอากาศ ซื้อ 26 เครื่อง 21 ล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 5.6 แสนบาท ถึง 9.9 แสนบาท สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซื้อ 6 เครื่อง 7 ล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 1.1 ล้านบาท โดยทั้ง 3 หน่วยงาน จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ขณะที่กรมศุลกากร จัดซื้อด้วยวิธีประกวดราคาตามปกติ 6 เครื่อง ราคา 2.6 ล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 4.2 แสนบาท
ข้อมูลนี้ ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมหน่วยงานที่จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ จึงซื้อในราคาสูงกว่า ทั้งที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง แต่หน่วยงานที่ใช้การประกวดราคา กลับซื้อในราคาถูกกว่า ทั้งที่ซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย
ส่วนราคาเฉลี่ยต่อเครื่องที่ซื้อขายในต่างประเทศ เม็กซิโก ซึ่งเป็นอีกประเทศที่ซื้อ GT200 ไปใช้ค่อนข้างมาก ไม่ต่ำกว่า 1,200 เครื่อง จะมีราคาเฉลี่ยเครื่องละ 770,000 บาท ขณะที่องค์การสหประชาชาติ ซื้อไปใช้ปราบปรามการค้างาช้างในทวีปแอฟริกา กลับมีราคาเพียงเครื่องละ 175,000 บาท เท่านั้น
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่: ทบทวนความจำ “จีที200”(GT200) ตำนาน “ไม้ล้างป่าช้า”
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้