หลังจากที่ฟุตบอลทีมชาติไทย ตกรอบแรกในเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย จนกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้สมาคมฟุตบอล ต้อง ปลด “โค้ชโย่ง” นายวรวุฒิ ศรีมะฆะ ออกจากการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนเกมส์ อีกทั้งนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาเผยเบื้องลึกว่ามี เอเย่นเข้าไปเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกนักเตะ พร้อมวางแท็กติกผิดพลาด และ การให้นักเตะตัวหลักที่ได้แชมป์ไทยลีกไปนั่งเป็นตัวสำรอง
วันนี้ 3 ก.ย.61 รายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” ได้เปิดใจ “โค้ชโย่ง” ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว โดย “โค้ชโย่ง” บอกว่า เรื่องระบบเอเย่น เคยมีโค้ชที่มีประวัติรับเงินอย่างที่เคยเป็นข่าวมาแล้ว แต่ตนเองเป็นคนไม่มีแผลทำอย่างไรก็ไม่มีแผล เพราะเป็นโค้ชที่ไม่มีเอเย่น เวลาไปคุยสัญญากับนักเตะก็ไปคุยด้วยตัวเอง
ส่วนที่พี่เนวินพูด ตนเองก็เคารพ แต่เชื่อว่าอาจจะเป็นการพูดฝากไปถึงคนอื่นมากกว่าไม่ได้หมายถึงตน และการเรียกรับผลประโยชน์ตนเองไม่รู้ แต่เชื่อว่ามีจริง ถ้าไม่มีมูลคงไม่มีใครเอามาพูด เพราะเอเย่นมีไม่กี่คน ถ้าเรียกเอเย่นมาถามเรื่องก็จบ
“ยืนยันว่าไม่มีเด็กเส้น ผมเล่นทีมชาติไม่เคยใช้เส้นใช้ฝีมือล้วนๆ และอยากให้สังคมไทยรับรู้เลยว่าผมไม่เคยมีประวัติเอาเด็กเส้น หรือ เอาเด็กที่มีเอเย่นมาติดทีมชาติแน่นอน”
โค้ชโย่ง บอกอีกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ตนขอรับผิด ไม่ใช่ความผิดของสมาคมฟุตบอล ไม่โทษไทยพรีเมียรลีก เพราะปีนี้ทีมในไทยพรีเมียรลีก ตกชั้นถึง 5ทีม และ อยากถามว่าทำไมถึงตกชั้น 5 ทีม หรือว่าต้องการรออะไรอยู่
ขณะที่เรื่องการวางแท็กติก ที่ถูกวิพากวิจารณ์ นั้น ทีมที่ชนะทีมชาติไทยเป็นทีมที่ได้แชมป์เอเชียล่าสุดและวันที่เล่นกับทีมชาติไทยเขาก็ใช้ชุดเต็ม ส่วนที่บอกว่าเอา รัตนากร ใหม่คามิ ไปเล่นแบ็คขวานั้น ความจริงแล้วในการแข่งขันซีเกมส์เขาก็เล่นตำแหน่งแบ็คขวาอยู่แล้ว เพราะเห็นว่าเขาสามารถเล่นได้ และคงไม่มีเวลาไปเปลี่ยนแท็กติก เป็น 3-4-3 หรือ 3-5-2 เพราะเวลาซ้อมแทบจะไม่มีเลยเด็กทำได้เท่านี้ถือว่าดีแล้ว
“ผมเป็นนักฟุตบอลแชมป์สโมสรเอเชีย ผมได้รองแชมป์ AFC แชมป์เปียนลีก ประเทศไทยยังไม่มีใครเคยได้ ผมเชื่อว่าฟุตบอลไม่มีหมู”
ในการวางแท็กติกต้องไปดูสถิติการทำประตู เมื่อครั้งที่ไปเล่นที่ประเทศจีนเรายิงไป14ครั้ง เข้ากรอบ 9ครั้งเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งนี้ นัดแรกเรายิงไป 19ครั้ง และทั้ง 3นัดเรายิงเยอะมาก แต่เราไม่สามารถทำประตูได้ ถ้าสามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ เราสามารถเข้ารอบอย่างแน่นอน ฟุตบอลเวลาแพ้ก็จะถูกมองว่าผิดเสมอ คนที่ชนะเท่านั้นที่ถูกมองว่าถูกเสมอ แต่ตนเองก็น้อมรับเพราะการมองบอลของแต่ละคนแตกต่างกัน
ส่วนเรื่องวิพากษ์วิจารณ์เอานักเตะจากทีมแชมป์ไทยลีก ไปเป็นตัวสำรอง นั้น จริงๆแล้วจะส่งนักเตะชุดอายุ 21 ปีลงเล่น แต่ต้องมาเปลี่ยนเอานักเตะอายุ 23ปีผสมด้วย ดังนั้นนักเตะอายุประมาณนี้มีข้อจำกัด และก็ไม่อยากใช้นักเตะอายุเกิน ยกตัวอย่าง เจนรบ สำเภาดี เขาเหมาะที่จะเล่นเป็นศูนย์หน้าเบอร์หนึ่ง ส่วนศุภชัย ใจเด็ด ก็มีศักยภาพ แต่เขาเหมาะที่จะลงเล่นในครึ่งเวลาหลัง สังเกตุได้เลยว่าเวลาลงเล่นในครึ่งหลังเขาจะทำประตูได้ตลอด อีกอย่างอายุของเขายังไม่เต็มรุ่น เล่นอยู่ในสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ฯก็เล่นในตำแหน่งกองกลาง
นายวรวุฒิ บอกด้วยว่า สาเหตุไม่เรียกตัวนักเตะที่เกินไปเพราะต้องการเอาชุด 21ปีไปเล่น เพื่อจะคัดโอลิมปิกในปี2562 และ ตนต้องการเอาเด็กที่อายุไม่เกินลงเล่นจริงๆ ถ้าอยากได้นักเตะอายุเกินมาเล่นตนอยากได้ ธีรศิลป์ แดงดา , ชนาธิป กระแสสินธุ์ และ ธีราทร บุญมาทัน เพราะทั้ง 3คนนี้สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ แต่ตนอยากมอบโอกาสให้เด็กชุดปัจจุบันมากกว่า ถ้าคิดว่าเรื่องนี้ผิดพลาดตนก็ยอมรับเพราะเป็นคนเลือกนักเตะเอง ไม่อยากให้ไปโทษทางสมาคมฟุตบอลฯ ถ้าชุดนี้มีโอกาสเข้ารอบก็จะสามารถไปคัดเลือกโอลิมปิกได้ และ ชุดนี้มีโอกาสลุ้นไปโอลิมปิกเช่นกัน
“ผมเชื่อว่าคนด่าถือว่าเขามีความสนใจ แต่ถ้าตกรอบแรกแล้วไม่มีคนด่าถือว่าบอลไม่ได้อยู่ในกระแส ผมต้องขอขอบคุณทั้งเสียงชื่นชม และเสียงที่ติเตียน”
สำหรับกระแสที่ถูกวิพากวิจารณ์รู้สึกน้อยใจหรือไม่นั้น "ยอมรับบางครั้งรู้สึกน้อยใจ เคยร้องไห้มาบ้าง ตนมองว่าการร้องไห้ไม่ใช่เป็นการเสียใจแต่อาจเป็นการน้อยใจมากกว่า ครั้งนี้ตนทำให้คนไทยเสียใจ แต่ที่ผ่านมาตนก็เคยมำให้คนไทยมีความสุขเช่นกัน"
ส่วนเรื่องอนาคตทีมชาติไทยได้ไปฟุตบอลโลก หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าถ้านักเตะชุดนี้ได้ไปโอลิมปิก อนาคตก็สามารถได้ไปฟุตบอลโลกเช่นกัน
ดูคลิปเต็มได้ที่นี่>>> "โค้ชโย่ง" สารภาพกลางจอ เคยร้องไห้น้อยใจ "แฟนบอล" ไม่เคยจำตอนพาทีมได้แชมป์!