ชาวอูรู กลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงในประเทศโบลีเวีย โดยอยู่รอดปลอดภัยมาเป็นพันปีจากภัยหลากหลายประเภท เเต่มาคราวนี้เจออากาศเปลี่ยนแปลงก็ไม่ถึงกับไม่รอด ซึ่งวิถีชีวิตไม่อาจจะมีวันกลับมาเหมือนเดิมได้ ทั้นนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 1,000 ปีก่อน ตอนที่อาณาจักรอินคา ขยายอิทธิพลรบราฆ่าฟันบูชายันผู้คน ตลอดเเนวเทือกเขาเเอนดีส ชนเผ่าอูรู สามารถอยู่รอดกันมาได้ และตอนสมัยที่สเปน กับโปรตุเกส ยกกองทัพเรือมายึดทั้งทวีปในฐานะเจ้าอาณานิคม ชนเผ่าอูรูก็สามารถอยู่รอดกันมาได้อีก ส่วนความเจริญของเทคโนโลยี เเละความสมัยใหม่ ที่ทำลายวัฒนธรรมเดิม ๆ ของอเมริกาใต้จนเกือบหมดสิ้น ชนเผ่าอูรูก็สามารถอยู่รอดมาได้เช่นกัน
แต่ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศของโลกที่เกิดการเปลี่ยนเเปลงไป อาจทำให้ชาวอูรู ไม่สามารถอยู่รอดกันได้ เนื่องจาก ทะเลสาบ โป โอ โป้ คือ ถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวอูรู โดยพวกเขาจะอยู่บนเนินหญ้ากก ที่รกริมน้ำ และหากินโดยการจับปลาในทะเลสาบดังกล่าว แต่จนกระทั่งมาวันหนึ่ง ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโบลีเวีย เกิดเเห้งเหือด สิ่งมีชีวิตก็ตายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดเหตุการณ์นี้ครั้งเเรกเมื่อปี 2014 ทำให้มีปลา นก เเละสัตว์น้ำ ตายเป็นหลักล้านตัว
ด้านนักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยเทคนิค โอรูโร อธิบายว่า อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 0.9 องศาเซลเซียส เพียงพอที่จะทำให้ น้ำฝนที่ตกลงมาตามฤดูกาล ระเหยขึ้นไปไวกว่าปกติ ทำให้ไม่ม่น้ำเหลืออยู่ ซึ่งเดิมทีชนพื้นเมืองเเถบนี้มีอยู่สี่หมู่บ้าน เเต่ละหมู่บ้านก็มีคนเป็นหลักร้อย อาศัยใช้ชีวิตตามเเบบฉบับดั้งเดิม เเต่ตอนนี้ความแห้งเเล้งทำให้เหลือแต่เด็กกับคนเเก่เฝ้าหมู่บ้านไม่กี่สิบคน ส่วนที่เหลือเข้าเมืองไปขายเเรงงานในงานก่อสร้างเสียส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องใช้ความรู้ การดิ้นรนเพื่อให้วัฒนธรรมท้องถิ่น เเละชีวิตผู้คน อยู่รอดให้ปลอดภัย เป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับชาวอูรู ในประทเศโบลิเวีย
ขณะที่ ศูนย์ที่ศึกษาข้อมูลด้านระบบนิเวศของผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านภูเขาแอนดีส ระบุว่า ต่อให้มีน้ำกลับมา ระบบนิเวศก็ไม่มีทางที่จะกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมได้ เพราะมันสายไปเเล้ว เเม้ทุกวันนี้คนพื้นเมืองจะพยายามหาเครื่องบูชายันตามความเชื่อส่วนตัว ก็อาจจะไม่ช่วยอะไรได้อีก
Reuters