ขณะที่สถานการณ์การเมืองที่เรียกได้ว่าร้อนแรงสุดๆ คงหนีไม่พ้น การทวีตโต้ “พล.อ.ประวิตร” ของ “นายทักษิณ ชินวัตร” หลังเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.ย.61 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์ข้อความครบ 12 ปีที่ถูกรัฐประหาร ว่า ตนถามว่าบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะใคร แต่ไม่ใช่คสช.แน่นอน เพราะพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้อง เราออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ระบุพร้อมพูดคุยปรองดองนั้น เขายังมีเรื่องที่ทำผิดกฎหมายอยู่ ขอให้ไปเคลียร์ตรงนั้นให้ได้ก่อน
โดยนายทักษิณ ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ว่า "ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. เลย" ( อ่านข่าว : “ทักษิณ” โต้ “ประวิตร” ทำท่าทีขึงขัง ไม่เหมือนตอนเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. )
การออกมาโต้ตอบกันครั้งนี้ รองศาสตราจารย์อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า การต่อสู้ทางการเมืองของนายทักษิณครั้งนี้ น่าจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา สัญญาณครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นว่า นายใหญ่สู้แล้วนะ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะน่าจะเป็นคำที่แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากกระทบตัวบุคคลโดยตรง คราวนี้ชกตรงเลย แสดงว่าต่อไปจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมระบุว่า เดิมนายทักษิณไม่เคยตีแสกหน้าโดยตรง เรื่องนาฬิกาก็ปล่อยเป็นเรื่องภายใน ครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาก็สู้นะ ถ้าทำเขามาก ๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้มีอำนาจด้วยว่าจะเปิดแผลให้เขาขนาดไหน นักการเมืองก็รู้ ๆ กัน เป็นเรื่อง “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเล่นตัวบุคคล ส่วนจะกระทบต่อตัวบุคคลที่ถูกพาดพิงมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับความเชื่อของประชาชน เพราะประชาชนเป็นคนให้คะแนน (อ่านข่าว : วิเคราะห์ 4 นัย “ทักษิณ” ตีแสกหน้า “พล.อ.ประวิตร” )
สุภาษิต : ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
หมายถึง คนสองคน ต่างรู้ลึกตื้นหนาบางนิสัยใจคอ หรือความลับของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างดี แต่คนอื่นนั้นไม่รู้เรื่องของสองคนนี้ เช่น คนสองคนทำตัวเป็นผู้ดีแต่งตัวหรูหรา แต่ทั้งคู่ก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้เป็นผู้ดีจริงๆ แต่บุคคลอื่นๆ ก็ยังมองว่าคนสองคนนี้เป็นผู้ดี
อีกสุภาษิตถูกพูดถึงเมื่อวันที่ 10 ก.ย.61 จากกรณีที่นายเทพพนม นามลี อดีตแกนนำเสื้อแดง ที่ปัจจุบันผันตัวไปร่วมกับกลุ่มสามมิตร ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เคยให้ความเห็นเรื่องโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยนายเทพพนม ระบุว่า นายอนุทิน ใช้ส่วนไหนคิด ถึงมองว่าโครงการ EEC เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ให้ประโยชน์กับคนส่วนน้อย
จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Suphachai Jaismut ถึงประเด็นดังกล่าวว่า นี่คือความไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพูด ว่า การออกกฎหมายเพื่อให้สิทธิประโยชน์เฉพาะจังหวัดภาคตะวันออกนั้น นายอนุทินไม่ได้คัดค้าน แต่เห็นว่าควรจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในทุกภาคทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะภาคตะวันออก ว่าที่ผู้สมัครสามมิตรคง ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะด้วยความไม่รอบรู้ไม่มีความเข้าใจซึ่งน่าเห็นใจ
สุภาษิต : ฟังไม่ได้ศัพท์ จับเอามากระเดียด
หมายถึง การได้ยินเรื่องราวใดๆ มาแบบไม่เข้าใจถ่องแท้ แล้วนำมาถ่ายทอดแบบผิดๆ หรือนำมาใช้แบบผิดๆ
และเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.61 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยิ่งใกล้เข้าโหมดเลือกตั้ง พลังดูดยิ่งรุนแรง ทราบมาว่า ใครอาวุโสในจังหวัดได้ทั้งตำแหน่ง ได้ทั้งงบ ไม่นับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งก้อนโต หากย้ายพรรคไปอยู่กับเขาในตอนนี้ รับไปก่อนหนึ่งก้อน รายเดือนอีกครึ่งก้อน ทำให้ต้องตั้งคำถามว่านี่หรือคือการปฏิรูปการเมืองปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง รู้สึกเสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา การเมืองยังอยู่ในวังวนเดิมที่อำนาจอธิปไตยยังมิได้เป็นของปวงชนอย่างแท้จริง เมื่อคนในอำนาจพยายามทุกวิถีทางถึงขนาดมีผู้ใหญ่ระดับสูงลงมาล้อบบี้ ยื่นเงื่อนไขให้ประโยชน์กับ อดีต ส.ส.ด้วยตนเอง จึงประมาณการได้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงคงจะมีการโกงกันอย่างมโหฬารย้อนยุคไปเหมือนปี 2500 แล้วประเทศของเราจะเหลือความเชื่อมั่นให้สังคมโลกเชื่อถือได้อย่างไร
นายชวลิต ยืนยันว่า สิ่งที่ตนเปิดเผยมานั้นอาจเหมือน ปั้นน้ำเป็นตัว จึงขอเรียนว่า ชีวิตตนไม่เคยโกหก และอดีต ส.ส.ของพรรคที่ถูกเชิญตัวไปพบผู้ใหญ่มาสารภาพกับผู้ใหญ่ในพรรคว่า ถูกพลังดูดจริงแต่ไม่ยอมย้ายพรรค
สุภาษิต : ปั้นน้ำเป็นตัว
หมายถึง คนที่กุเรื่องโกหกขึ้นมาพูดให้ผู้อื่นฟัง โดยเรื่องนั้นไม่มีมูลความจริงใดๆ
จากนี้รอดูว่าจะมีสุภาษิตไหนออกมาให้ได้ยินกันอีก
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.suphasitthai.co