เมื่อวันที่ (12 ต.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลที่ทีมข่าวได้รับก่อนหน้านี้คือนายตาตา เป็นคนยิงหมีขอ ตามคำสั่งของนายอนุสรณ์ เรือนงาม และนายสกานต์ แก่งหลวง 2 อาสามัครที่ว่าการอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี และ “ตาตา” ใช้ปืนไรเฟิลติดกล้อง พร้อมสวมอุปกรณ์เก็บเสียงที่ปลายกระบอกปืน อุปกรณ์สังหารทั้งหมด นายอนุสรณ์เป็นเจ้าของ จุดปลิดชีพ “หมีขอ” คือนอกเขตสำนักสงฆ์เต่าดำ การทำแผนจุดนี้ นายสกานต์ใช้ปืนยิงอีเห็น 1 นัด แต่ “ตาตา” ถกเถียงคำให้การนี้กับนายสกานต์ ถึงจำนวนปืนที่ยิงออกไป ก่อนจะขยับไปจุดยิงหมีขอ
นัดแรก “สกานต์” อส.อีกหนึ่งคน เป็นผู้ลั่นไก แต่ “หมีขอ” หล่นลงมาค้างกิ่งไทร “สกานต์” จึงยื่นปืนให้ “ตาตา” ปิดฉากชีวิต “หมีขอ” ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว จากนั้น “อนุสรณ์” ลงมือเก็บร่างไร้วิญญาณของ “หมีขอ” สัตว์เคราะห์ร้าย กลับไปที่แคมป์ ที่ตั้งอยู่กลางสำนักสงฆ์ ระหว่างการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ทั้ง 3 คน ไม่เอ่ยปากถึงคนอื่นๆ ที่ร่วมทริปครั้งนี้แม้แต่คนเดียว
เมื่อถึงสำนักสงฆ์ “ตาตา” และ “จิระ” คนดูแลสำนักสงฆ์ร่วมกับตาตา ช่วยกันเผาและชำแหละซากหมีขอ ร่างของมันถูกสับเป็น 4 ส่วน อวัยวะบางส่วนถูกโยนทิ้งน้ำ 4 ส่วนถูกแบ่งให้ “จิระและอนุสรณ์” ละเท่าๆ กัน แต่ “อนุสรณ์” ขออุ้งเท้า 4 กลับติดมือกลับออกไป
แต่วันที่นำถุงซากหมีขอมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนหน้า สภ.ไทรโยค ทีมข่าวพบว่าในถุง มีซากหมีขอ 3 ชิ้น คือช่วงลำตัวสะโพก และข้อขา จึงเป็นข้องสังเกตเกี่ยวกับคำให้การตาตา ว่าหากแบ่ง 4 ส่วนแบ่งเท่ากัน เหตุใดจึงมีซากหมีขอในถุง 3 ชิ้น
ทีมข่าว ได้พบตาตา ครั้งแรกวันที่ 8 ตุลาคม เขาบอกว่า ไม่ได้ล่าหมีขอ และไม่รู้ว่ากลุ่มปลัด อ.ด่านมะขามเตี้ยที่วันนี้ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะไปล่าสัตว์หรือไม่ แต่เมื่อชุดสืบสวนสอบปากคำอย่างละเอียดเมื่อ 10 ตุลาคม “ตาตา” ก็ยอมเปิดปาก แม้การทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จะมีบางจุดที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ทีมข่าวได้รับมาในวันแรก แต่ พ.ต.อ. สุวิทย์ ชาวศรีทอง รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรกาญจนบุรี ที่คุมตัวทั้ง 3 คน มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก็ยืนยันว่า ไม่มีอะไรผิดปกติในการทำแผน และมั่นใจในข้อมูลที่มี คดีนี้ปลิดชีพหมีขอ มีผู้ต้องหาทั้งหมด 14 คน จับกุมแล้ว 13 คน หลบหนี 1 คน คือนายจิระ ส่วนผู้ต้องหา 12 คน ได้รับการประกันตัว ในชั้นศาลทั้งหมด