โรคหัด หรือ โรคไข้ออกผื่น พบบ่อย ๆ ในเด็กเล็ก อายุ 1-6 ปี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า Rubeola Virus สามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากเชื้อไวรัสก่อโรค พบมากในน้ำลาย น้ำมูก และละอองเสมหะของผู้ป่วย เมื่อมีการไอ จาม หายใจรดกัน หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เชื้อไวรัสจะ เข้าสู่ร่างกาย ทางการหาย ใจ บางครั้งเชื้ออยู่ในอากาศ เมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เข้าไปก็ทำให้เป็นโรคได้
สำหรับอาการ ในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไอแห้ง มีน้ำมูก ตาแดง น้ำตาไหล และมีไข้สูงตลอดเวลา อ่อนเพลีย ซึมลง หรือกระสับกระส่าย หลังจากมีไข้ 3 ถึง 4 วัน จึงจะมีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นผื่นแดง รวมตัวกันเป็นปื้น โดยเริ่มเห็นผื่นขึ้นที่บริเวณตีนผม และซอกคอก่อนเป็นอันดับแรก แล้วลามไปตามใบหน้า ลำตัว และแขนขา
ผู้ป่วยอาจมีอาการคันเล็กน้อย ประมาณ 2 ถึง 3 วัน นับจากวันแรกที่เริ่มขึ้น ผื่นจึงจะจางลง โดยเมื่อผื่นจางลง ก็จะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในช่วงแรก เมื่อเข้าสู่ระยะใกล้หายจากโรค ผื่นจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้น เป็นสีแดงคล้ำ หรือ น้ำตาลแดง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัดส่วนใหญ่ มักจะหายจากโรคได้เอง หรือ ต้องรักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ แต่ก็อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบติดเชื้อ โรคอุจจาระร่วง ซึ่งจะพบได้ในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ เป็นโรคขาดสารอาหาร โดยมักพบในระยะหลังของโรค ซึ่งไข้เริ่มทุเลาลงแล้ว
นอกจากการป้องกันโดย หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยแล้ว โรคหัด สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งปัจจุบัน เป็นวัคซีนตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องฉีดให้เด็กทุกคน จากเดิมวัคซีนป้องกันโรคหัดจะให้ใน 2 ช่วงอายุ คือ เข็มแรก ให้ในเด็กอายุ 9 – 12 เดือน และกระตุ้นเข็มที่ 2 ในเด็กอายุ 4-6 ปี
จนมาในช่วงปี พ.ศ. 2555-2557 กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีเด็กอายุ 2 ปี ป่วยเป็นโรคหัดมากขึ้น จึงพิจารณา และเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์การให้วัคซีนเข็มที่ 2 ใหม่ เป็นอายุ 2 1/2 ปีแทน ตั้งแต่ปี2558
สำหรับ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหัดในประเทศไทย ตอนนี้ พบที่ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ยังน่าเป็นห่วง พบผู้ป่วยรวมกว่า พันคน และ เสียชีวิต นับสิบคน โดยสารธารณสุขจังหวัดแต่ละพื้นที่ เร่งฉีดวัคซีนณรงค์อย่างต่อเนื่อง
ขอขอบคุณ: ข้อมูลดีดี จาก โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลในเครือ BDMS โรงพยาบาลชั้นนำในประเทศ . “เรื่องสุขภาพ เราเชี่ยวชาญ”