รายการเป็นเรื่องเป็นข่าวทางสถานีโทรทัศน์ PPTV จัดรายการในตอน น "ดูด" สะท้านเมือง! โดยมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และนายยุทธพร อิสระชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
นายวันวิชิตกล่าวว่า ตนมั่นใจว่าโพลล์ที่ชุดนี้ออกมาประชาชนยังไม่รู้หรอกว่าตัวหลักคือใคร หัวหน้าพรรคคือใคร ช่วงระยะเวลาที่ปล่อยโพลล์ออกมา ออกมาในลักษณะแก้เกี้ยว เมื่อที่อื่นเรตติ้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลง ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่มานานๆ ตนเชื่อว่าเป็นการสำรวจอากัปกิริยาชนชั้นกลางในเมือง เป็นความเชื่อว่ากิจกรรมทางการเมืองที่ไม่ได้ขยับมาเกือบ 5 ปี ทำให้ประชาชนในการทำกิจกรรมการเมือง ของพลเอกประยุทธ์
นายวันวิชิตกล่าวว่า ประชาชนต่อรองอำนาจได้เก่งพอสมควร ที่บอกว่าได้อำนาจจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างนั้นไม่ใช่ เขามีวิธีต่อรองที่ทำให้เขามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น การจัดการสวัสดิการไม่ใช่เรื่องเงินมาถึงมือแล้วเลือก มันเป็นเรื่องระยะยาวมากกว่า
นายวันวิชิตกล่าวต่อว่า ในอนาคตพรรคการเมืองขนาดเล็กจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก ขนาดพรรคเพื่อไทยการแก้ปัญหายังฝังหมุดไปที่ประธานกรรมาธิการด้วย สิ่งเดียวจะลดความวุ่นวายได้พรรคพลังประชารัฐต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่ใช่น้ำหนักต่อรองจะเป็นอีกชุดทันที
“สถานการณ์อยู่ที่คำตอบของพล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ) ที่บอกว่าอยากให้พล.ประยุทธ์เป็นต่ออีก 4 ปี แต่ขึ้นอยู่กับว่าพลังประชารัฐจะเป็นที่หนึ่งหรือไม่ หากเป็นที่หนึ่งความชอบธรรมจะมา แต่หากไม่จะเหนื่อยเรื่องการควบคุม ขณะนี้การสะสมความรู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้นแล้ว และท้ายสุดจะเป็นบูมเมอแรง หากประชาชนเสพความรู้สึกตรงนี้เยอะ ไม่เป็นคุณกับพรรคพลังประชารัฐ”
นายยุทธพรกล่าวว่า การเปลี่ยนพรรค หรือย้ายพรรคเข้าในแง่บวกคนจับตาว่าการย้ายเข้าน่าจะเป็นแง่บวก และ 80 คนที่ย้ายเข้าพรรคพลังประชารัฐน่าจะได้เป็น ส.ส. เพราะเคยเป็นอดีต แต่ก็ไม่แน่เสมอไป การมี ส.ส. เข้ามาเยอะก็เป็นข้อจำกัดว่าจะจัดวางตำแหน่งให้คนเหล่านี้อย่างไร
“คนที่เข้ามาไม่ได้หมายวามว่าจะได้ทุกคน ไม่มีใครการันตีว่าการดูด ส.ส. จะประสบความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วหากชนะจะนำพาไปให้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ไม่มีใครบอกได้ รัฐบาลจะไม่เข้มแข็งหากไม่มีพรรคใหญ่มาผสม แล้วพรรคใหญ่เขาจะยอมพรรคเล็กหรือ เมื่อมี ส.ส. ที่ย้ายมาหลายพรรค ผลประโยชน์ต้องไม่ตรงกันแน่นอน การจับมือก็เพราะบริบทวันนี้เป็นแบบหนึ่ง” นายยุทธพรกล่าว
นายยุทธพรกล่าวต่อว่าส่วนนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่บอกว่าคล้ายพรรคไทยรักไทย แต่คนก็จะจำของเดิม คนจะมองว่านี่เป็นการเอาของเดิมมารีโนเวทใหม่ ใครทำก่อนคนนั้นคือคนเปิดกุญแจให้ผู้คน การทำนโยบายประชานิยมเป็นเรื่องโลกทรรศน์ทางการเมือง
นายยุทธพรกล่าวต่อว่า หากพลเอกประยุทธ์ลงเป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯก็ได้เปรียบ และท่านก็มีโอกาสลง และรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ การมีอำนาจเต็มทำให้มีความได้เปรียบจากกลไกรัฐ หากเป็นรัฐบาลผสมจะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ตนไม่เชื่อว่าครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐจะกวาด เพราะทัศนคติทางการเมืองของประชาชนยังไม่เปลี่ยน ยังไม่มีจุดเปลี่ยนของสังคม
เมื่อถามถึงความขัดแย้งในการเลือกตั้ง นายยุทธพรกล่าวว่าโอกาสไม่เยอะ แต่หากหลังเลือกตั้งเรื่องความชอบธรรมถูกหยิบมาพูดและขมวดปมอาจกลายเป็นความขัดแย้งได้ และหากการเลือกตั้งไม่เป็นทางออกอาจเกิดความขัดแย้งได้