สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการเฟดเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่าสมควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน มิ.ย. นี้ กับฝ่ายที่เริ่มไม่แน่ใจและตั้งข้อสงสัยว่าสมควรชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ โดยบางส่วนมองว่า ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐในเวลานี้ ยังไม่พร้อมที่เฟดจะใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินจนกว่าจะถึงปีหน้าด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ ความเห็นที่เริ่มไม่ไปในทิศทางเดียวกันนี้เป็นผลจากรายงานตัวเลขอัตราการจ้างงานล่าสุดที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง เนื่องจากมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 126,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์กันไว้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางอยู่ของสหรัฐ
ผลการประชุมดังกล่าวทำให้ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (8 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากคณะกรรมการยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก เกี่ยวกับระยะเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ตลาดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจทางฝั่งยุโรป ล่าสุด นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซีปราส ของกรีซ เดินทางเยือนกรุงมอสโก ของรัสเซีย เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ท่ามกลางการจับตามองของบรรดาเจ้าหนี้อย่างสหภาพยุโรป โดยหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายปูติน ออกมาแถลงว่า การหารือกันในครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันในหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการยกระดับความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน และรัฐบาลรัสเซียอาจพิจารณามอบงบประมาณช่วยเหลือในแต่ละโครงการตามความเหมาะสม ซึ่งนายปูติน ยืนยันว่าไม่ใช่เงินกู้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ไม่ว่ากรีซจะขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัสเซียหรือไม่ แต่ความช่วยเหลือของรัสเซียย่อมอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของตนเองก็ยังไม่สู้ดีนักเช่นกัน