ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ปัญหามลภาวะทางอากาศถือเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของคนทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับปัญหามลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายจากการทำโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและโรงงานต่างๆ มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก คือ จีน
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและทีมวิจัยต่างๆ พบว่า ในแต่ละปีมีชาวจีนกว่า 1 ล้านคน ที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากปัญหามลพิษในอากาศ โดยเมืองที่มีมลพิษหนาแน่นในจีน ได้แก่ ไท่หยวน ปักกิ่ง อุรุมชี หลานโจว ฉงชิ่ง และเทียนจิน ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนเป็นเมืองอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ
ภาคการขนส่งเองก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย รถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล ถูกสั่งห้ามขนส่งวัสดุและสินค้าใดๆ ระหว่างวันที่ 22 ถึง 25 มกราคมนี้
ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบันเอ็มไอทีและมหาวิทยาลัยไชนา ฟิวเจอร์ซิตี้ แล็บ พบว่า ระดับมลพิษทางอากาศที่สูงขึ้นกำลังทำให้ดัชนีความสุขของชาวจีนลดลง ผู้คนในโลกออนไลน์มีความคิดเห็นในด้านลบ เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพที่จะตามมา รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร และบริการสาธารณะ ขณะที่คนเมืองบางส่วนก็เริ่มย้ายไปอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศดีกว่า ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากจีนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่เผชิญกับปัญหามลพิษอยู่ในขณะนี้ อาทิ ประเทศมาซิโดเนีย ซึ่งมีค่าฝุ่นละออง PM10 และ PM 2.5 มากกว่าค่ามาตรฐานถึง 10 เท่า ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆเพื่อรับมือ ทั้งสั่งขยายเวลาปิดเทอมช่วงฤดูหนาว ให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ขึ้นค่าจอดรถในที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนให้คนเลิกใช้รถส่วนตัว
ส่วนที่กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ก็กำลังเจอกับปัญหาหมอกควันพิษในช่วงฤดูหนาว ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ประชาชนเผาถ่าน ไม้ ยางรถยนต์และขยะเพื่อคลายความหนาว นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น รถยนต์ปล่อยควันเสีย และมีการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันดีเซลอย่างแพร่หลาย จนมลพิษแตะระดับสูงสุดในช่วงเช้าและเย็นที่อุณหภูมิติดลบ
ข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็กในกรุงคาบูล พบว่า ปีนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันเพิ่มเป็นร้อยละ 70-80