น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ในฐานะกรรมการและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจทษช. กล่าวว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจปี 62 ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเมือง ซึ่งในข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทย ทรุดแรง เป็นผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลก
โดยเกิดจากการลงทุนภาคเอกชนตลอด 5 ปีลดลงและในเดือนพ.ย.61 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าและจำนวนการลงทุนจากต่างประเทศติดลบ 7% จากเกือบ 900 โครงการ เหลือ 800 กว่าโครงการ เกิดจากภาคเอกชนและต่างประเทศขาดความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาลทหารและการบริโภคในประเทศต่ำ เพราะประชาชนมีรายได้ลดลง ขณะที่รายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้ครอบครัวหนึ่งมีหนี้เกือบ 1.8 แสนบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 20,000 บาท เพราะเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดก็กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มที่ผูกขาด พอจะกระจายเงินงบประมาณให้ประชาชนฐานรากก็เป็นไปในลักษณะแจกเงิน ไม่ส่งเสริมให้ประชาชนยืนบนลำแข้งของตัวเองได้
ทั้งนี้การท่องเที่ยวซบเซาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนลดลง นับตั้งแต่เกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตและประกอบกับคำพูดของคนระดับผู้นำประเทศ ทำให้ปลายปีที่เป็นช่วงวันหยุดยาวของคนจีน เดิมเคยมาไทยในช่วงนี้ 3 แสนคน ลดลงทันที 12% เพราะเกิดความไม่มั่นใจในรัฐบาลไทย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการแจกข้าวเหนียวมะม่วงฟรี
นอกจากนี้การส่งออก 2 เดือนหลังของปี 61 ติดลบตามเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาทแข็งและการส่งออกในปี 62 มีแนวโน้มที่ไม่น่าจะดี ทำให้โดยรวมทั้งหมด เกิดจากการที่รัฐบาลคสช. ใช้นโยบายผิดพลาด ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจมานาน 5 ปี
อย่างไรก็ตามความยากจนไม่ใช่ อุบัติเหตุ แต่เกิดจากการบริหารงานที่ ผิดพลาดของรัฐบาล และถ้าเลือกพรรคการเมืองที่มี นายกฯ หรือ รัฐมนตรีมาจากรัฐบาลทหารชุดนี้ ประชาชนก็คงต้องทนอยู่กับความยากจนต่อไป ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้จำเป็นจะต้องเลือกมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศเท่านั้น จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้