โดยบทความระบุว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือ #กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 13 กำหนดกติกาใหม่ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้พรรคละไม่เกินสามรายชื่อ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นหน้าค่าตากันก่อนเลือกตั้งและตัดสินใจกากบาทได้ โดยพรรคใดไม่มีคนที่อยากเสนอจะไม่เสนอก็ได้
กติกาข้อนี้เองที่เปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ก็ได้ ไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ได้ แต่จะเรียกว่า เป็น "นายกฯคนนอก" เสียทีเดียวก็ไม่เต็มปาก หากผู้สมัครนั้นเปิดตัวเข้าร่วมกิจกรรมหาเสียง ลงพื้นที่พบปะประชาชน และนำเสนอนโยบายร่วมกับพรรคการเมืองนั้น สร้างความกระอักกระอ่วนด้านความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในสนามเลือกตั้งรอบนี้
ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า ช่องทางนี้เปิดเอาไว้เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยที่ไม่ต้องลงแรงตั้งพรรคการเมืองเอง ไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งสารพัดที่ยังนั่งควบอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง และพรรคไทยรักษาชาติเองก็หยิบเอาช่องทางนี้มาใช้เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรค
รายละเอียดของมาตรา 13 กำหนดไว้ว่า
"มาตรา 13 ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวพร้อมกับชื่อของพรรคการเมืองนั้นให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
เมื่อพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลใดตามวรรคหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นหรือพรรคการเมืองนั้นจะถอนรายชื่อหรือเปลี่ยนแปลงรายชื่อบุคคลนั้นได้เฉพาะกรณีบุคคลนั้นตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทําก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง
การคัดเลือกรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้"
ข้อความในวรรคสองที่ห้ามถอนหรือเปลี่ยนแปลงรายชื่อนั้นมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพื่อให้ประชาชนศึกษาและตัดสินใจใช้สิทธิของตัวเองเลือกพรรคการเมืองใดได้ โดยช่วยรับประกันว่าเมื่อประชาชนตัดสินใจแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง แต่ก็ยังเปิดช่องให้ถอนรายชื่อได้เฉพาะกรณีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งก็ต้องถอนหรือเปลี่ยนแปลงก่อนปิดการรับสมัครเท่านั้น
เมื่อมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ ในวันที่ 8 กุมภาพันธุ์ 2562 และมีประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมาในเวลาประมาณ 23.00 อธิบายความไม่เหมาะสมของการให้พระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็นำมาซึ่งการหาช่องทาง "ถอย" ของพรรคไทยรักษาชาติ และตัวผู้สมัครเอง แต่ปรากฏว่า ติดขัดกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 13 ที่ไม่เปิดช่องให้พรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงรายชื่อและไม่ให้ตัวผู้สมัครถอนตัวเองได้ แม้ว่าจะอยากถอยเพียงใดก็ตาม
ทางเลือกที่จะเป็นไปได้ คือ กกต. ต้องสั่งว่า ผู้สมัครขาดคุณสมบัติ แต่เมื่อดูคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไม่เห็นว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ จะขาดคุณสมบัติข้อใด และที่สำคัญ คือ ไม่ว่า กกต. จะสั่งว่าขาดคุณสมบัติข้อใด วันรับสมัครเลือกตั้งวันสุดท้าย คือ 8 กุมภาพันธ์ ได้ผ่านไปแล้วจึงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนดให้สามารถถอนรายชื่อได้แล้ว
หากทั้งกระแสสังคม พรรคไทยรักษาชาติ และตัวผู้สมัคร ต้องการจะถอยในเกมนี้กฎหมายก็ยังไม่เปิดช่องไว้ จึงยังเป็นเรื่องปวดหัวของ กกต. ว่าจะสั่งเพื่อหาทางออกโดยหยิบยกมาตราใดของกฎหมายใดขึ้นมาใช้ หรือจะต้องมีการเสนอแก้ไขกติกาการเลือกตั้งอีกครั้งเพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครว่าที่นายกฯสามารถถอนตัวได้
อ่านฉบับเต็ม Ilaw