อัยการรัฐแคลิฟอร์เนีย , นิวยอร์ก , เนวาดา , นิว เม็กซิโก และอีกหลายรัฐ ประกาศเตรียมจะยื่นฟ้องร้องประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หลังจากที่เขาตัดสินใจใช้อำนาจพิเศษในฐานะประธานาธิบดี ประกาศภาวะฉุกเฉิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อโยกงบประมาณด้านการทหาร มาใช้ในการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกทันที โดยไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ซึ่งทรัมป์ อ้างว่า การสร้างกำแพงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสกัดการลักลอบค้ายาเสพติด ขบวนการค้ามนุษย์ รวมถึงคลื่นผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องการลักลอบเข้าไปในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครต ที่มองว่า ทรัมป์กำลังใช้อำนาจเกินขอบเขต เนื่องจากสถานการณ์บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกขณะนี้ ยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจครั้งสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส
นอกจากภาครัฐ ล่าสุด ยังมีกลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ใช้ชื่อว่า "พับลิก ซิติเซน" (Public Citizen) ที่ออกมายื่นฟ้องในนามของกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ และเจ้าของที่ดิน 3 ราย ในรัฐเท็กซัส ซึ่งได้รับแจ้งจากทางรัฐบาลว่า จะมีการสร้างกำแพงส่วนหนึ่งบนที่ดินของพวกเขา
ด้าน ทรัมป์ ยอมรับว่า การตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งนี้ น่าจะทำให้เขาถูกฟ้อง แต่ก็ยินดีจะต่อสู้ในชั้นศาล และคาดว่าจะได้รับชัยชนะในที่สุด
ล่าสุด รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ตนยังไม่ได้พิจารณาว่าโครงการสร้างกำแพงของผู้นำสหรัฐฯ มีความเกี่ยวข้องและสำคัญกับการทหารหรือไม่ และจะต้องใช้งบฉุกเฉินจากเพนตากอนเท่าใด
“ทรัมป์” แถลงขอ งบสร้างกำแพง สหรัฐฯ-เม็กซิโก
สหรัฐฯชัตดาวน์ยาวทุบสถิติ เหตุยังจัดสรรเงินสร้างกำแพงกั้นชายแดนไม่ได้