หัวข้อ การเลือกตั้งแบบ 3 in 1 กับผลลัพธ์ทางการเมืองและการใช้สิทธิของประชาชน ที่มหาวิทยาลัยธรรมชาติร่วมกับสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดขึ้นเพื่อวิเคราะห์คาดการณ์การเลือกตั้งเพื่อนำมาปรับปรุง ระบบการเลือกตั้งต่อไป เนื่องจากรูปแบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแบบ 3 อิน 1 หรือ การที่ประชาชนมีสิทธิคนละ 1 คะแนน แต่สามารถเลือกได้ทั้งผู้สมัครส.ส. แบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ไปพร้อมๆ กัน
โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คาดการณ์ ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดจากระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมว่า ไม่มีพรรคใดจะได้ ส.ส. ถึงครึ่ง หรือ ได้เกินกว่า 250 คน และจะเกิดการเมืองแบบ 3 ก๊ก ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจากเดิมมีเพียง 2 ขั้ว คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ได้เกิดขั้วที่ 3 คือพรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอ พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น พรรคพลังประชารัฐ ต้องตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า ร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยมีเงือนไขว่าพรรคพลังประชารัฐต้องได้รับการสนับสนุนเป็นอันดับ 1 เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ยอมยกมือให้ แต่ปัญหาเรื่องคุณสมบัตินายกฯ จะกลายเป็นจุดอ่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันต่อไป
นอกจากนี้การเลือกส.ว. ยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่จะกลายเป็นจุดอ่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ให้เหตุผลว่า เรื่องนี้อาจทำให้เสียคะแนนนิยมจากคนตรงกลางๆ ที่ไม่ฝักฝ่ายใดมากขึ้น และยังมีความไม่แน่นอนว่า ส.ว. ทั้ง 250 คน จะเทคะแนนเสียงให้พล.อ.ประยุทธ์ ทุกคนหรื่อไม่ รวมถึงในช่วงทีีมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ยังมีแนวโน้มว่าสังคมอาจเกิดกระแสให้ ส.ว. ฟรีโหวตในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้