เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีแพทย์หญิงคนหนึ่งในโรงพยาบาลกฤตยาณี พูลเพียร อายุ 27 ปี หรือ “หมอกุ๊บกิ๊บ” แพทย์ รพ.นบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำญาติมาเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ แม้ว่าจะถูกกำชับจากผู้บริหารระดับสูงว่า วัคซีนชุดนี้ใช้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ พยาบาล ที่ปฏิบัติงานด่านหน้าเท่านั้น จนมีการเปิดเผยข้อมูลและกลายเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก
นายแพทย์จรัสพงษ์ สุขกรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วยรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายนิติการ และส่วนงานที่เกี่ยวข้องในรูปของคณะกรรมการสอบสวนวินัย เข้าสอบสวน “หมอกุ๊บกิ๊บ” รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ในระหว่างการสรุปสำนวนและกำหนดแนวทางการดำเนินการทางวินัย หลังจากนั้นจะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอนระเบียบของทางราชการ
สำหรับกรณี “หมอกุ๊บกิ๊บ” อ้างว่าวัคซีนอยู่ในถังขยะแล้วนั้น นายแพทย์จรัสพงษ์ กล่าวว่าข้อเท็จจริงแล้วนั้นมีกระบวนการที่สำคัญคือได้จัดซื้อเข็มและหลอดเพื่อใช้วัคซีนให้ครบและประหยัดลดการสูญเสียในกระบวนการ โดยใช้เข็มที่มีพื้นที่ค้างของยาน้อยที่สุดที่เรียกว่า “โลวเดดสเปชไซริงค์ แอนด์มิดเดิ้ล” ทำให้ยาติดค้างในเข็มและในไซริงค์น้อยมาก หากติดค้างน้อยจะมีวัคซีนเหลืออยู่ในขวดมาก ดังนั้นวัคซีนไฟเซอร์ปกติจะได้ 6 โดส จะทำให้เพิ่มขึ้นได้ถึง 7 โดส การอ้างว่าโดสที่ 7 เป็นโดสที่ทิ้งนั้นไม่ใช่เป็นความตั้งใจอยู่แล้ว และเป็นไปในลักษณะเดียวกับแอสตราเซเนก้า ที่ปกตินั้นฉีดได้ 10 โดส แต่เราสามารถดึงฉีดได้ถึง 11 โดส
ส่วนกรณีที่แพทย์หญิงรายดังกล่าวได้ขอยื่นใบลาออกแต่ภายหลังได้เปลี่ยนใจ โดยอ้างว่าได้รับกำลังใจจากผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดนครศรีธรรมราช และต้องการที่จะปฏิบัติงานให้กับโรงพยาบาล ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเอกสารการลาออกที่แพทย์หญิงรายนี้ที่ยื่นมานั้นยังไม่สมบูรณ์ ทั้งยังต้องรอการพิจารณาทางวินัยจากการตั้งกรรมการสอบสวนจึงทำให้การลาออกยังไม่เป็นผล รวมทั้งการยกเลิกการลาออกนั้นเป็นสิทธิส่วนตัวของแพทย์หญิงรายนี้ที่สามารถทำได้