ภายหลังจากที่ตำรวจ สน.หลักสอง กรุงเทพมหานคร คุมตัวนายพีรสิน อายุ 27 ปี ผู้ต้องหา ไปที่ศาลอาญาธนบุรี เพื่อฝากขังครั้งแรก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 17-28 ธ.ค.นี้ โดยก่อนหน้านี้ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายคมสัน อินทร์ฤทธิ์ อายุ 32 ปี คู่กรณีเสียชีวิตบน สน.หลักสอง หลังพนักงานสอบสวน นัดมาเคลียร์คดีทำร้ายร่างกาย โดย นายพีรสิน เป็นผู้เสียหายถูกทำร้าย โดนฝ่ายผู้ตายชกด้วยสนับมือจนดั้งหัก นัยน์ตาช้ำ ฟันหัก เหตุเกิดขณะขับรถขนส่งพืชผลการเกษตร บนถนนเพชรเกษม ย่านหลักสอง เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ซึ่งชั้นสอบสวน นายพีรสิน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี
ทั้งนี้ต่อมา ญาติของนายพีรสิน ผู้ต้องหา ได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว และยินยอมสวมใส่กำไล EM แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และภรรยาของผู้ตายคัดค้าน หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวนายพีรสินไปควยคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีต่อไป.
ขณะที่ ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ทั้ง แม่ และ ภรรยาผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาที่ นิติเวช รพ.ศิริราช เพื่อรับร่างของนายคมสัน ไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด โดยทางครอบครัวเชื่อว่าคู่กรณีตั้งใจฆ่า เพราะมีการพกปืนมาด้วย และ กระหน่ำยิงหลายนัด
นางสาวปภาดา ภรรยาผู้เสียชีวิต ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินไป จากเหตุทะเลาะวิวาทกลายมาเป็นเหตุยิงกันตาย และไม่ได้ยิงนัดเดียว คนร้ายยิงจนหมดแม็กในพื้นที่บนโรงพักสถานีตำรวจต้องเป็นที่พึงพาของประชาชน แต่กลับถูกยิงตายบนโรงพัก ถ้าหากตอนนั้นตำรวจมีการระงับเหตุอย่างทันท่วงทีสามีคงไม่ตาย และอยากถามคนก่อเหตุว่า จิตใจทำด้วยอะไร ตอนที่ยิงสามี ตนและลูกก็นั่งอยู่ตรงนั้น ลูกเห็นพ่อเขาถูกยิง ล้มลงไปต่อหน้าต่อตา
นอกจากนี้ยังมีคนสังเกตุเห็นว่าภรรยาผู้ก่อเหตุมีการใส่เอียร์ปักที่คนซ้อมยิงปืนมักจะใส่กันที่หู จึงตั้งข้อสังเกตว่าถ้าไม่ได้เตรียมการมาก่อน จะมีการใส่เอียร์ปั๊กมาก่อนเพื่ออะไร หลังจากนี้ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตอาจจะมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาเกิดเหตุด้วย เนื่องจากมองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่