วันที่ 19 ก.ค.2567 พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จตช. ในฐานะ ผอ.ศปนม.ตร. ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณี “เรือน้ำมันเถื่อนของกลาง 3 ลำหาย” โดยฝากข้อความผ่านสื่อมวลชนไปถึง “เสี่ยโจ้ ” ว่าให้มาเข้ามอบตัวต่อสู้คดี หากเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ผิด และยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจที่จะดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งจะมีการประสานขอหมายแดงไปยังตำรวจสากลเพื่อจับกุม “เสี่ยโจ้” ต่อไป
พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุว่า ไม่มีความกังวลใจที่จะดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านี้ และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ณ ตอนนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึง รวมถึง "หนุ่ม เมืองเพชร" ซึ่งก่อนหหน้านี้ "บิ๊กเต่า" ออกมาบอกว่า เป็นคีย์แมนคนสำคัญที่กุมความลับของ "เสี่ยโจ้" พล.ต.อ.ไกรบุญ ระบุว่า ยังไม่มีพยานหลักฐาน พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรือหายในครั้งนี้
พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า จากการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการหายไปของเรือทั้ง 3 ลำ พบพฤติการณ์ว่า นอกจากกลุ่มผู้ต้องหา 15 รายที่เป็นบรรดาลูกเรือแล้ว ยังมีบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องระดับสั่งการ โดยพบว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เสี่ยโจ้ ได้สั่งการให้นายสมเกียรติและนายสำเริง ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทและทำหน้าที่คอยประสานงานให้กับเสี่ยโจ้ ในประเทศไทย นัดหมายไต่ก๋งเรือทั้ง 3 ลำ คือ เรือ เจ.พี. เรือกำไรเงินหรือซีฮอส และเรือดาวรุ่ง ซึ่งเรือทั้ง 3 ลำ เป็นเรือของเสี่ยโจ้ ให้มาพบเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยนำวิทยุสื่อสารและ GPS มอบให้ไต๋ก๋งเรือทั้ง 3 ลำ เพื่อใช้ในการสื่อสารนัดหมายวันเวลาที่จะหลบหนี
จนกระทั่งวันที่ 9 มิถุนายน อาศัยช่วงเกิดคลื่นลมแรง ที่ต้องมีการนำเรือของกลางไปจอดทอดสมอห่างจากจุดจอดเรือประมาณ 100 เมตร สบโอกาสนัดหมายกันผ่านวิทยุว่า วันที่ 11 มิถุนายน เวลา 2 ทุ่ม ต้องนำเรือหนีออกมาให้ได้ จนกระทั่ง 20:00 ของวันที่ 11 มิถุนายน เรือทั้ง 3 ลำก็เคลื่อนตัวออกจากจุดจอดท่าเรือตำรวจน้ำสัตหีบตามภาพวงจรปิด ก่อนมาทราบเหตุในวันที่ 12 มิถุนายน
พยานหลักฐานชัดเจนแว่า เสี่ยโจ้และพวกรวม 3 คน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการให้นำเรือออกมา จึงได้ขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับ นายสหชัย หรือเสี่ยโจ้, นายสมเกียรติ และนายสำเริง ในข้อหาร่วมกันใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดรักษาไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
ต่อมาตำรวจกองปราบได้ขออำนาจศาลออกหมายค้น 13 จุดในพื้นที่ สมุทรปราการ 1 จุด, สมุทรสาคร 2 จุด, เพชรบุรี 2 จุด, สงขลา 2 จุด และปัตตานี 6 จุด ซึ่งเป็นบ้าน หรือสำนักงานของผู้กระทำความผิด พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกับคดีนี้ได้เป็นอย่างมากแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เป็นสำนวนคดีในชั้นศาล
กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้ง 3 ราย พบว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่จังหวัดปัตตานี ได้แก่ นางอนันตญา และนายนรินทร ในข้อหาเดียวกัน เนื่องจากพบพฤติการณ์เป็นฝ่ายบัญชีการเงิน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นลูกน้องคนสนิทของเสี่ยโจ้และเป็นคนโอนเงินให้กลุ่มไต้ก๋งเรือทั้ง 3 ลำ
และยังพบฝ่ายบัญชีการเงินอีก 1 รายที่เป็นลูกน้องของเสี่ยโจ้ คือนางลดาวรรณ ซึ่งพบว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว โดยจะดำเนินการออกใหม่เรียกให้นางลดาวรรณ มารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งถ้าหากว่าไม่มารับทราบข้อกล่าวหาก็ดำเนินการออกหมายจับต่อไป
สำหรับประเด็นที่ก่อนหน้านี้อัยการได้ออกมาท้วงติ่งว่าการจับถุมเรือน้ำมันเถื่อน 5 ลำ ก่อนหน้านี้ไม่สามารถจับกุมได้ เพราะเรือทั้ง 5 ลำไม่ได้อยู่ในราชอาณจักร ประเด็น พล.ต.อ.ไกรบุญ ระบุว่า ไม่มีความกังวล เพราะตอนนี้ อัยการมีความเห็นในการสืบสวนสอบสวนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่ความกังวลในเรื่องจับเรือนอกราชอาณจักร และยืนยันว่าตำรวจมีอำนาจให้การับกุมอย่างแน่นอน