วันที่ 23 เม.ย.2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต พาอดีตข้าราชการในสำนักงาน สตง. ในฐานะพยาน นำหลักฐานเอกสารการประชุมในการก่อสร้างตึกสตง. แห่งใหม่ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ใช้พิจารณาดำเนินคดี
นายปานเทพ เปิดเผยว่า การพิจารณาคดีนี้ที่ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบต้องแยกเป็นหลายส่วน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการดำเนินการออกหมายจับ มีเพียงส่วนเดียว คือเรื่องของนอมินี แต่ยังมีส่วนอื่นๆที่จะต้องนำมา พิจารณาเพิ่มเติม
ซึ่งวันนี้ตนเองได้นำพยานและหลักฐานการประชุม เป็นทั้งเอกสารและคลิปวิดีโอและคลิปเสียงการสนทนา มามอบให้กับพนักงานสอบสวน โดยหลักฐานมีจำนวนมากที่ได้รวบรวมมาตั้งแต่ปี 2563 - จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้มาจากพยานที่เป็นอดีตข้าราชการของสตง. และบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ตนเองตั้งข้อสงสัยในการก่อสร้างอาคารสตง. 3 ส่วน / ส่วนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงโครงการจากเดิมได้พื้นที่ในจ.ปทุมธานี เปลี่ยนมาเช่าพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เขตจตุจักร ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการออกแบบอาคารใหม่ และทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่การออกแบบ จึงตั้งข้อสงสัยว่าการออกแบบอาคารน่าจะมีปัญหาตั้งแต่ต้น จึงจำเป็นต้องหาผู้ที่รับผิดชอบ ว่าเป็นไปด้วยความโปร่งใสหรือไม่ / ส่วนที่ 2 กระบวนการตั้งแต่การคัดเลือกผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน และการก่อสร้าง / และส่วนที่ 3 ระหว่างการก่อสร้างมีการแก้ไขแบบหลายครั้ง โดยพบว่ามีวิศวะกรอ้างตัวว่าถูกปลอมแปลงลายเซ็นในบริษัทควบคุมงาน ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสตง. ด้วย
อีกทั้งหลังจากการออกแบบเสร็จสิ้น มีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องการตั้งงบประมาณหลายรายการพบว่าเกินกว่าราคาในท้องตลาดด้วย ขบวนการนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน มองว่าไม่ควรโยนความผิดให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
ด้าน พยานเปิดเผยว่า ตนเองออกจากการเป็นข้าราชการของ สตง. เมื่อเดือนกันยายน 2567 โดยสาเหตุเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการก่อสร้างอาคารสตง. ซึ่งตนเองทำงานที่สตง.มา 18 ปี เคยใกล้ชิดและเคยทำงานรับใช้ให้กับผู้บริหารสตง. จึงรู้ถึงพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ทุจริตในการก่อสร้างตึก สตง. / แต่ในส่วนของพยานหลักฐานนั้น ตนเองได้มอบให้กับทางนายปานเทพและพนักงานสอบสวนของดีเอสไอไปแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการที่มาเปิดเผยแบบนี้คือจะบอกว่ามีการรู้เห็นกันตั้งแต่ในการสร้างสตง.หรือไม่ พยาน ระบุว่า ข้อมูลที่ตนเองมี เชื่อว่ามันเกิดกระบวนการอย่างนี้จริงๆ พร้อมบอกว่าตนเองอยู่ในหลายเหตุการณ์ได้ล่วงรู้และได้ฟังด้วยตนเอง
โดยตนเองนั้นพบความผิดปกติตั้งแต่ปี 2563 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ที่พึ่งออกมาเปิดเผยในวันนี้นั้นด้วยความเป็นข้าราชการ ในระบบราชการมีผู้บังคับบัญชา จึงเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเอง ความก้าวหน้าทางอาชีพราชการ แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มีคนเสียชีวิต คนเหล่านั้นควรได้รับความยุติธรรม ผู้บริหาร หรือว่าใครก็แล้วแต่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยรายงานเรื่องที่ตนเองพบความผิดปกติให้ผู้บริหารทราบ เนื่องจากตนเองเป็นเพียงแค่ราชการผู้น้อย
พยาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มีผู้บริหารที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 10 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 1 คน ซึ่งบุคคลดังกล่าวตนเองได้รับใช้ใกล้ชิด/ เมื่อถามว่า 10 คนรวมผู้บริหารชุดเก่าหรือไม่ พยาน ระบุว่า พบสัญญาจ้างผู้ควบคุมงานที่สตง.เป็นผู้ว่าจ้างลงนามโดยอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (นายประจักษ์ บุญยัง) และในปัจจุบันผู้บริหารบางคนก็ยังคงมีอำนาจอยู่ ทั้งนี้ตนเองก็ยังคงกังวลในเรื่องความปลอดภัยทั้งตัวเองและครอบครัว
ขณะที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกว่า หลังจากก่อนหน้านี้ได้เคยมายื่นเรื่องและให้ข้อมูลไว้ทางดีเอสไอ จึงได้เชิญมาให้ปากคำในวันนี้ ซึ่งส่วนตัวได้เตรียมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการฮั้วประมูล มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทั้งเหล็ก และคอนกรีต รวมถึงคดีความประมาทของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ผู้ออกแบบ และวิศวกรผู้ควบคุมโครงสร้าง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารถล่ม ตลอดจนข้อมูลการทุจริตของข้าราขการ สตง. และผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำกับทางดีเอสไอ
โดยข้อมูลทั้งหมดจะมารวมกับข้อมูลของพยานปากสำคัญที่เป็นอดีตข้าราชการ สตง. ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์การทุจริตของหน้าห้องประธาน คตง. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลของบริษัทที่ปรึกษา เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติที่จะมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาควบคุมงานการก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งใหม่ได้