บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะบุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย จากตลาดออนไลน์สู่การจำหน่ายใกล้รั้วโรงเรียน ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้ ตั้งแต่ทัศนคติ จนถึงความร่วมมือชุมชน กับกฎหมายที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงถึงปัจจุบัน

บุหรี่ไฟฟ้า กับการระบาดเพิ่มในเยาวชน

“บุหรี่ไฟฟ้า” กลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจในปี 2558 เยาวชนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียง 3.3% แต่ในปี 2567 ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 88.6% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย

คอนเทนต์แนะนำ
บุหรี่ไฟฟ้าใกล้รั้วโรงเรียน : ภาพสะท้อนการละเลยเด็กของผู้ปกครองและชุมชน

ข่าวเตือนภัย "บุหรี่ไฟฟ้าโดเรมอน" พบเด็กประถมสูบเกลื่อน ขายถูกแค่ 99 บาท FB/Drama-addict
ข่าวเตือนภัย "บุหรี่ไฟฟ้าโดเรมอน" พบเด็กประถมสูบเกลื่อน ขายถูกแค่ 99 บาท

หนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ กลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตที่มุ่งเจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยตรง เช่น การออกแบบให้มีรูปลักษณ์คล้ายของเล่น มีกลิ่นหอม และใช้งานง่าย ไม่มีควันเหมือนบุหรี่มวน ทำให้ผู้ปกครองหรือครูบางคนไม่สามารถแยกออกว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ เยาวชนจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีนิโคติน และไม่รู้ว่าการครอบครองผิดกฎหมาย

นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า ข้อมูลในปี 2565 พบว่าเยาวชนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 260,000 คน โดย 66% ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ และ 33% จากร้านค้าในชุมชนหรือใกล้โรงเรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายมาก ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงเมื่อมีของลักลอบนำเข้าจำนวนมาก ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ เทคโนโลยีของบุหรี่ไฟฟ้าที่ออกแบบให้ดูทันสมัย พกพาสะดวก สูบได้ทุกที่ มีควันน้อย กลิ่นไม่ติดตัว จนบางคนคิดว่าแค่ใส่น้ำหอม เด็กจึงสามารถสูบได้แม้ในห้องเรียนโดยไม่มีใครรู้ นอกจากนี้ยังมีการใช้โซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเท่ เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน ส่งผลให้เยาวชนหลงเชื่อและทำตาม

นพ.พงศ์เทพ ย้ำว่า การจัดการกับปัญหานี้ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และภาครัฐ โดย สสส. มีแนวทางการทำงานร่วมกับเครือข่ายครู ครอบครัว และเยาวชน เพื่อให้ความรู้และป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ที่ผ่านมา การควบคุมยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย “กวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าใน 30 วัน” ทำให้หน่วยงานต่างๆ ตื่นตัวมากขึ้น มีการจับกุมและยึดของกลางมากขึ้น ผู้ค้าหวาดกลัวการดำเนินคดี เยาวชนก็ระมัดระวังตัวขึ้น ส่งผลให้ยอดการสูบเริ่มลดลงอย่างชัดเจน

หากนโยบายของรัฐบาลชัดเจน การจัดการทุกอย่างก็จะเห็นภาพได้ชัดขึ้น

ทำไมเด็กนิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้า?

ด้าน ผศ.ดร.วิไลภรณ์ โคตรบึงแก อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุผลที่เด็กและเยาวชนเลือกสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากตัวเด็กเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเด็กวัยรุ่นมีความอยากรู้อยากลอง และมักได้รับอิทธิพลจากเพื่อน รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่นำเสนอภาพลักษณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าว่าเท่ ทันสมัย และไม่อันตราย จนทำให้เด็กเข้าใจผิด

อีกทั้งปัญหายังอยู่ที่ผู้ปกครองบางคนขาดความรู้หรือไม่สามารถแยกแยะอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าออกจากของเล่นได้ หรือบางครอบครัว ผู้ใหญ่เองก็สูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่ระมัดระวัง ทำให้เด็กเลียนแบบ ขณะที่โรงเรียนเองก็เผชิญข้อจำกัดทางกฎหมายในการตรวจค้นหรือยึดของ จึงจัดการกับปัญหาได้ไม่เต็มที่

ในขณะที่ ดร.ชาญ  รัตนะพิสิฐ อาจารย์ประจำหลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา และหัวหน้าศูนย์การศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าหาซื้อง่าย ไม่มีการตรวจสอบอายุ พกพาสะดวก และมีกลิ่นรสหลากหลาย ซึ่งไม่ติดตัวหรือรบกวนคนรอบข้าง ทำให้เด็กมองว่าไม่มีพิษภัยเท่าบุหรี่มวน นอกจากนี้ ผู้ปกครองหรือครูอาจไม่มีเวลาใกล้ชิดเด็กพอ ทำให้ขาดการดูแล และเด็กอาจอยากเข้ากลุ่มหรือทำตามเพื่อน

อีกประเด็นที่สำคัญคือ อินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย ที่โพสต์ภาพหรือคลิปพร้อมบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เยาวชนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา และเข้าใจผิดว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ทั้งที่ในความจริงแล้ว บุหรี่ไฟฟ้าก็มีโทษและอันตรายไม่ต่างจากบุหรี่มวน

บุหรี่ไฟฟ้าใกล้รั้วโรงเรียน : ภาพสะท้อนการละเลยจากชุมชน หรืออาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ผศ.ดร.วิไลภรณ์ ชี้ว่าการขายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้โรงเรียนและสถานีตำรวจ สะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวด และการขาดระบบแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัย ทำให้ชุมชนแม้จะรับรู้ปัญหา แต่ไม่กล้าแจ้งหรือไม่มีช่องทางในการแจ้งอย่างปลอดภัย อีกทั้งอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในบางพื้นที่

ผศ.ดร.วิไลภรณ์ เน้นว่า การแก้ปัญหาต้องทำงานร่วมกับเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เด็ก โดยเฉพาะทักษะการปฏิเสธ การคิดวิเคราะห์ ต้านแรงกดดันจากเพื่อน และการจัดการอารมณ์ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ในโรงเรียน

ด้าน ดร.ชาญ รัตนะพิสิฐ มองว่า รูปลักษณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่สะดุดตา ทำให้ร้านขายสามารถแฝงตัวอยู่ในชุมชนใกล้สถานที่สำคัญได้ง่าย โดยเฉพาะร้านที่ตกแต่งเหมือนคาเฟ่ หรือร้านกัญชาถูกกฎหมาย ตนคิดว่าการปล่อยปละละเลย หรือมีการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่บางส่วน เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การค้าบุหรี่ไฟฟ้าใกล้สถานศึกษาและสถานีตำรวจยังคงดำเนินต่อไป

บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้ Magnific/ArthurHidden
บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้

บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน กับกฎหมายและการบังคับใช้ที่ยังเป็นข้อถกเถียง

เพื่อให้เข้าใจมิติทางสังคมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหามากขึ้น PPTV ได้พูดคุยกับ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และทนายเกิดผล แก้วเกิด เกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมายและแนวทางที่ควรปรับปรุงในการแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย ดร. สาธิต ระบุว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนเกิดจากความต้องการ กระแสสังคม และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะที่กฎหมายห้ามผลิต จำหน่าย หรือครอบครองบุหรี่ไฟฟ้ามีอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หน่วยงานรัฐเพิ่งจริงจังหลังเรื่องกลายเป็นกระแส โดยเฉพาะเมื่อพบแหล่งผลิตใกล้สถานีตำรวจ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ของการมีผลประโยชน์แอบแฝง

ดร. สาธิต ยังมองว่า หากทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย อาจสร้างรายได้จากภาษี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงสังคมหรือสุขภาพได้จริง และการเข้าถึงของเยาวชนก็อาจง่ายขึ้น จึงเห็นว่าควรควบคุมให้เข้าถึงได้ยากที่สุด โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งควรใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และ พ.ร.บ.โฆษณา ควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้

ขณะที่ นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ มองว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะหากอันตรายเท่าบุหรี่มวน ควรห้ามทั้งหมดไม่ใช่เลือกปฏิบัติ ทนายเกิดผล ชี้ว่า การที่รัฐห้ามเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า อาจมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการผลิตที่แข่งขันกับโรงงานยาสูบของรัฐ

ทนายเกิดผล ยังเห็นว่า โทษตามกฎหมายกับผู้ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าสูงเกินไป ไม่สอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผู้เสพยาบ้าถูกมองว่าเป็นผู้ป่วย แต่ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ากลับถูกมองเป็นอาชญากร และการบังคับใช้กฎหมายมักเลือกปฏิบัติ โดยจับเฉพาะเยาวชนหรือผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่นักการเมืองหรือคนมีชื่อเสียงกลับไม่ถูกดำเนินคดี

แต่ถึงแม้ตนจะเสนอว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจจำหน่ายได้หากมีระบบควบคุมมาตรฐาน แต่ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่เด็กและเยาวชนจะสูบบุหรี่ทุกรูปแบบ และเชื่อว่ากฎหมายควรควบคุมการจำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยเยาวชนควรถูกตักเตือนหรือปรับตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันการเสพติดตั้งแต่วัยเยาว์

อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า "ภัย" ที่ถูกมองว่า "ปลอดภัย"

สิ่งที่ควรตระหนักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ คือ  ผลกระทบด้านสุขภาพซึ่ง มีอยู่ด้วยกันหลายประการ โดย PPTV ได้พูดคุยกับ พ.ญ.ธญรช ทิพยวงษ์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ โดยระบุว่า บุหรี่มวนให้สารนิโคตินผ่านการเผาไหม้ ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าใช้ระบบความร้อนจากไฟฟ้าทำให้เกิดการระเหย องค์ประกอบของควันบุหรี่มวนมีสารเคมีอันตรายมากกว่า 7,000 ชนิด ที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ

บุหรี่ไฟฟ้าก็มีนิโคตินเช่นกัน แต่ในปัจจุบันมักใช้สารสังเคราะห์อย่าง Salt Nicotine ซึ่งลดการระคายเคืองเมื่อสูบ และมีตัวทำละลายและสารปรุงแต่งกลิ่นรสที่ผิดช่องทางการรับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เป็นอันตรายมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าควันบุหรี่ไฟฟ้ามีสารที่ทางการแพทย์ยังไม่รู้จักอีกกว่า 2,000 ชนิด และปริมาณนิโคตินใน 1 พอต เทียบเท่ากับบุหรี่ถึง 20 ซอง ซึ่งเพิ่มโอกาสเสพติดสูงมาก

แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีทาร์เหมือนบุหรี่มวน แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยเฉพาะนิโคตินที่มีความเข้มข้นสูงขึ้น ทำให้ระดับการเสพติดเพิ่มมากขึ้น เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่จนถึงอายุ 25 ปี หากได้รับสารเสพติดจะส่งผลต่อสมอง ความจำ สมาธิ อารมณ์ และพฤติกรรม

“บุหรี่จึงเป็นเหมือนประตูสู่วงจรยาเสพติด”  โดยเฉพาะในเด็กที่อาจเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย เพราะถูกทำให้มีรูปลักษณ์และกลิ่นรสที่ดึงดูดใจ เช่น กลิ่นผลไม้ วานิลลา หรือทำหน้าตาเหมือนของเล่น นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยเด็กที่ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรค EVALI ซึ่งมีผลต่อปอด ลำไส้ และกระเพาะอาหาร ตัวอย่างหนึ่งคือเด็กวัย 11 ปีในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ป่วยด้วยปอดบวมหลังสูบบุหรี่ไฟฟ้ามา 1 ปี

หากเยาวชนต้องการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า พ.ญ.ธญรช แนะนำให้เริ่มจากการบอกผู้ปกครอง รับความช่วยเหลือ และปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น หากติดในระดับสูง อาจต้องพบแพทย์เพื่อรับการดูแลจากคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน หากยังไม่ได้ผลจึงใช้ยาในภายหลัง

บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้ Magnific/ArthurHidden
บุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย ภาพสะท้อนหลากปัญหาที่ยังไร้ทางแก้

ทำอย่างไร ให้เยาวชนไทยห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้า?

ชี้ให้เยาวชนเห็น “บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่ใช่เรื่องความเท่

ดร.สาธิต กล่าวว่า การรณรงค์ให้เยาวชนห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้าควรใช้วิธีทางอ้อม ไม่ควรบังคับ เพราะจะทำให้เด็กต่อต้านและอยากลองมากขึ้น ควรใช้เพื่อนในวัยเดียวกันเป็นผู้นำในการพูดคุยและชักชวนกันเอง เพราะเข้าถึงง่ายและได้ผลมากกว่าการห้ามหรือการใช้มาตรการที่แข็งกร้าว อาจทำให้เด็กยิ่งหลีกเลี่ยงไปในทางลบ จึงควรทำให้เด็กเห็นว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเท่ แต่คือภัยต่อสุขภาพและอนาคต

การปรับทัศนคติ

เยาวชนมักอยากได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ทำให้ตกเป็นเหยื่อของภาพลักษณ์เท่จากสื่อ การเปลี่ยนทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้าต้องใช้เวลา เหมือนกับการรณรงค์เลิกบุหรี่มวนในอดีต จึงควรทำงานต่อเนื่องผ่านโซเชียลมีเดีย โรงเรียน และสื่อสาธารณะ เพื่อให้เห็นผลในระยะยาว รวมถึงการสร้างความตระหนักถึงผลเสียของบุหรี่ไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การบังคับใช้กฎหมาย

ติดอาวุธให้เด็กมีวิจารณญาณ

ผศ.ดร.วิไลภรณ์ กล่าวว่าการติดอาวุธให้เด็กมีวิจารณญาณ ในการพิจารณาว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม ทักษะนี้จะใช้ได้กับทุกเรื่องที่เจอในอนาคต การสร้างทักษะชีวิต การปฏิเสธ การเลือกเพื่อน หรือการเลือกสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งการที่จะติดอาวุธให้เด็ก ต้องอาศัยความร่วมมือ ทั้งจากโรงเรียน ผู้ปกครอง ดังนั้น อาจจะต้องมาดูว่า จะเสริมเข้าไปในหลักสูตรได้ไหม หรือมีกลไกอะไร นอกจากการตรวจยึดหรือค้นกระเป๋า ซึ่งเป็นแค่ปลายเหตุ การฝึกทักษะชีวิตให้เด็ก น่าจะเป็นระยะยาวที่ต่อยอดว่าถ้าต่อไปเจอปัญหาหรือเจอความท้าทายใหม่ๆ จะสามารถเอาตัวรอดได้

บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด 

ด้าน ดร.ชาญ มองว่า ควรบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เช่น ห้ามขายแก่ผู้เยาว์หรือใช้ในที่สาธารณะ ควรเรียนรู้จากต่างประเทศที่มีระบบอนุญาต ควบคุมปริมาณนิโคติน และเก็บภาษี แต่ปัญหา คือ ส่วนผสมในน้ำยาอาจมีสารอันตรายเกินมาตรฐาน แม้จะระบุว่าปลอดภัย แต่หากควบคุมเข้มจริงจังจะช่วยให้บุหรี่ไฟฟ้าหายากขึ้น ราคาแพงขึ้น เยาวชนก็จะเข้าถึงได้น้อยลง เมื่อสังคมไม่ยอมรับการสูบ จะเกิดบรรทัดฐานใหม่ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องน่าลอง”

ทุกหน่วยงานต้องจับมือกัน

ด้านกระทรวงสาธารณสุข เสนอว่า การจัดการปัญหานี้ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน มีแผนที่จะประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนให้ได้ผลมากขึ้น โดยเฉพาะการให้ข้อมูลสุขภาพอย่างชัดเจนว่า บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจในระยะยาว การส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปถึงเยาวชนคือกุญแจสำคัญเป้าหมายคือป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดชนิดใหม่นี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ