นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายนิกรเดช เปิดเผยถึงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสรุปการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ที่เน้นย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงป้องกันและประกันความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ
ประเด็นแรก กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชาแล้ว 2 ฉบับ โดยเรียกร้องให้ยุติการคุกคามอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ และยุติการกระทำยั่วยุต่างๆ
ประเด็นที่สอง มีการการชี้แจงนานาชาติ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา
ประเด็นที่สาม เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แจ้งถึงการละเมิดอธิปไตยของไทย
โดยหนังสือถึง UN ดังกล่าว ได้ชี้แจงว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มโจมตีไทยอย่างไม่เลือกเป้าหมาย จนทำให้ประชาชนกว่า 400,000 คนต้องอพยพอย่างเร่งด่วน พร้อมระบุถึงความจำเป็นที่ไทยต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันกดดันกัมพูชาให้ยุติความยั่วยุและความเป็นปรปักษ์
ประเด็นสุดท้าย สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยทั่วโลกได้ดำเนินการเชิงรุกในการชี้แจงข้อเท็จจริงและจุดยืนของไทยให้แก่หน่วยงานในประเทศเจ้าบ้าน เพื่อให้ทั่วโลกรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศหลักหลายสำนัก เช่น CNN, BBC, และ The New York Times เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน และเพื่อ ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาโดยตลอด
ทั้งนี้ นายนิกรเดช ยืนยันว่า ข่าวที่รายงานว่าไทยตอบรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงนั้นไม่มีมูลความจริง โดยนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ จากฝ่ายมาเลเซีย
ขณะที่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (AOT Thailand) ได้ลงพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี โดยคณะได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การปะทะ และข้อมูลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างวันที่ 7-8 ธันวาคม นอกจากนี้ คณะ AOT ยังได้เข้าเยี่ยมและมอบกระเช้าให้กำลังใจแก่ทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
นายนิกรเดช ย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในความโปร่งใส โดยเปิดให้กลไกอิสระของอาเซียนเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางในทุกขั้นตอน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้เข้าร่วมการประชุมอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ที่นครเจนีวา และได้แจ้งที่ประชุมถึงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างชัดแจ้ง การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทหารไทยทุพพลภาพถาวรไปถึง 7 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย
และเนื่องจากกัมพูชาบ่ายเบี่ยงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับไทยมาโดยตลอด และคำชี้แจงที่ได้รับฟังไม่ขึ้น ไทยจึงได้ขอให้เลขาธิการสหประชาชาติ อำนวยความสะดวกในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่เป็นอิสระ ตามข้อ 8 ของอนุสัญญา โดยไทยจะดำเนินการอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อให้กัมพูชารับผิดชอบการกระทำของตนเอง และจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป ในระหว่างนี้ ประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยของไทยต่อไป
นายนิกรเดช ระบุต่อว่า ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ในกัมพูชาประมาณ 600 ถึงไม่เกิน 1,200 คน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมกงสุล จึงได้ออกประกาศแจ้งเตือน โดยขอให้คนไทยในกัมพูชาที่ไม่มีเหตุจำเป็นในการพำนักพิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชา และขอให้คนไทยที่ไม่มีเหตุจำเป็น งดเว้นการเดินทางไปกัมพูชา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
การออกประกาศนี้เป็นไปตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ประชาชนที่มีเหตุฉุกเฉินสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ และสถานกงสุล ณ เมืองเสียมราฐได้
ส่วนประเด็นการติดต่อจากนายโดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ เห็นเพียงข่าวในโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้รับการยืนยัน ว่าจะมีการขอหารือในระดับผู้นำประเทศหรือไม่ แต่หากมีการติดต่อมาและมีการเสนอให้มีการเจรจา คำตอบของไทยจะคล้ายกับที่แจ้งต่อมาเลเซีย คือ ไทยยังไม่พร้อมที่จะเจรจาในสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับรายงานข่าวการยิงจรวด BM21 ตกเมื่อเช้า ทางกระทรวงการต่างประเทศทราบตามข่าวเท่านั้น และจะมีการประสานงานเพื่อตรวจสอบรายละเอียดกับกองทัพ หากเป็นเรื่องจริงและได้รับการยืนยัน ก็คงต้องมีการดำเนินการบางอย่าง