“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 30 ธ.ค. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 30 ธ.ค. 68 จับตาข้อตกลงหยุดยิง ครบกำหนดการเฝ้าระวัง 72 ชม. ขณะที่ทหารยังเหยียบทุ่นระเบิดและพบโดรนล้ำอธิปไตย

เกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 30 ธ.ค. 68 กำลังจะครบ 72 ชั่วโมงของการสังเกตการณ์การบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งหากกัมพูชาทำได้ จะนำไปสู่การปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย และอาจเป็นก้าวสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกรายงานพบโดรนกว่า 250 ลำรุกล้ำอธิปไตยเมื่อคืนวันที่ 28 ธ.ค. 68 นอกจากนี้ มีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเพิ่มอีก 1 นายเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา FB/ក្រសួងការពារជាតិ
การลงนามแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568

"บิ๊กเล็ก" ไม่ตอบ ปมปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังครบ 72 ชั่วโมง การหยุดยิง โดยตอบสั้นๆ ว่า เดี๋ยวก็ทราบ ก่อนเดินขึ้นไปประชุมทันที เช่นเดียวกับตอนกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามจะสอบถาม แต่ พล.อ.ณัฐพล ไม่อยู่รอให้คำตอบ และเดินทางกลับไปทันที

ขณะที่ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหารได้ออกมาโพสต์ ถึงเรื่องเชลยศึกว่า โฆษก กต.แถลงเตรียมปล่อยตัว18 ทหารกัมพูชาเร็วๆ นี้ หลังกระทรวงกลาโหม 2 ฝ่ายเจรจา กัมพูชาออกคำสั่งห้ามบินโดรนแล้ว

รมว.กลาโหม เยี่ยมบำรุงขวัญทหารกล้า สดุดีความเสียสละ เลือดเนื้อเพื่อชาติและประชาชน ที่รพ.พระมงกุฎฯ 

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะ เดินทางไปเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจแก่ทหารกล้าผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยรมว.กลาโหม  ได้กล่าวยกย่องสดุดีความกล้าหาญ ความเสียสละ และความทุ่มเทของกำลังพลทุกนาย ที่อุทิศเลือดเนื้อและชีวิตในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงและอันตรายจากภารกิจ โดยย้ำว่ากำลังพลเหล่านี้คือ “ทหารกล้า” ผู้เป็นรั้วอันแข็งแกร่งของแผ่นดิน และเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าของการเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเข้าเยี่ยมให้กำลังใจมาแล้วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดและเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้กำลังพลสามารถฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจกลับคืนสู่ความเข้มแข็งโดยเร็ว อีกทั้งยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมจะดูแลด้านสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และการเยียวยาอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และทั่วถึง เพื่อให้ผู้เสียสละเพื่อชาติได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ

การเยี่ยมบำรุงขวัญครั้งนี้สะท้อนถึงความห่วงใยและความผูกพันอันแน่นแฟ้นของผู้บังคับบัญชาทุกระดับที่มีต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า พร้อมยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมจะยืนหยัดเคียงข้างทหารกล้าและครอบครัวอย่างมั่นคง เพื่อให้ความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองไม่สูญเปล่า และได้รับการจารึกไว้ในความทรงจำของประเทศชาติสืบไป

ทลายรังกำนันลี! กองกำลังบูรพารื้อบ้านกำนันลี ผู้มีอิทธิพลกัมพูชา หลังยึดคืนบ้านหนองจาน ปกป้องอธิปไตยไทย

ต่อมาเวลา 20.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา ได้เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของบ้านกำนันลี หนึ่งในผู้มีอิทธิพลของกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านหนองจาน โดยกำนันลีเป็นอดีตสามีของเจ๊ลัด และเคยถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่รุกล้ำเขตอธิปไตยไทย เข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทำกินของประชาชนไทย

ทั้งนี้ ในห้วงเหตุปะทะที่ผ่านมา กองกำลังบูรพาสามารถเข้าควบคุมพื้นที่บ้านหนองจานได้อย่างสมบูรณ์ และรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ได้ จึงดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านในอนาคต

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการยืนยันการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดขาด และเปรียบเสมือนของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนคนไทย โดยเฉพาะชาวบ้านหนองจานที่รอคอยการได้กลับมาใช้พื้นที่ของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ศทช.ฟาดรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. เวลา 10.00 น. กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดกำลังพลเข้าปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในพื้นที่เนิน 400 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ในขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นทุ่นระเบิดได้เกิดเหตุ จ่าสิบตรี สุจินต์ จิตกรียาน ตำแหน่งพลขับรถ กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด และเป็นแผลที่ตาซ้าย

นับเป็นการเกิดความสูญเสียขาของกำลังพลทหารไทย เป็นรายที่ 11 นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เกิดขึ้น แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีหลักฐานมากมายในการพิสูจน์ว่าประเทศกัมพูชา มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง และนำมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง

หากทุ่นระเบิดดังกล่าวยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่หลังการสู้รบ ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อหลักฐาน เชิงประจักษ์ โดยปราศจากการตักเตือนจากประชาคมโลกซึ่งต่างเป็นภาคีสมาชิก ฯ ต่อความผิดในการละเมิดอนุสัญญาฯ ที่กัมพูชาได้กระทำลงไป

ศทช. ได้ออกแถลงการณ์ความสูญเสียในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย จากการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ของฝ่ายกัมพูชาซึ่งมีเจตนาที่จะเพิกเฉยต่อพันธกรณี ในการทำลายทุ่นระเบิดคงคลัง ตลอดจนการห้ามผลิตและการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล แต่กลับไม่มีบทลงโทษใด ๆ เกิดขึ้นกับฝ่ายที่กระทำความผิด

แสดงให้เห็นถึงการไม่มีการมาตรการควบคุมกำกับดูแลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม อันส่งผลกระทบที่สั่นคลอนต่อกระบวนการสร้างสันติภาพภายในสังคมโลก จนเกิดคำถาม ว่าอนุสัญญาออตตาวา ควรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐภาคี ที่จะดำรงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ไว้หรือไม่

แถลงการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติฉบับนี้ เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่จะสื่อถึงประชาคมโลก ในเรื่องของการเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเคร่งครัด และรับผิดชอบในจิตสำนึกด้านมนุษยธรรมที่พึงมีแก่มนุษยชาติว่าด้วยการยุติใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ไม่แยกแยะระหว่างทหารหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์

รวมทั้งเรียกร้องให้ รัฐภาคี ควรร่วมมือในการกำหนดมาตรการควบคุมและบังคับใช้การปฏิบัติตามพันธกิจของอนุสัญญา ฯ เพื่อการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งก่อให้เกิดสันติภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและสังคมโลกได้อย่างแท้จริง 

ศทช.ฟาดอนุสัญญาออตตาวา ยังศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ กัมพูชาทำผิดซ้ำ ๆ แต่ไม่มีบทลงโทษ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ
แถลงการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

กองทัพภาคที่ 2 แจ้ง ไร้ปะทะหนัก แต่ไม่ไร้ความเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 09.00 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา วานนี้ (29 ธ.ค. 68 ) พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก อย่างไรก็ตาม ยังคงตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์

ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่ช่องบก ตรวจพบรถบรรทุกของฝ่ายตรงข้ามราว 30 คัน เคลื่อนย้ายจากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงและอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่แนวหน้า ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

หลายพื้นที่แนวชายแดน อาทิ ช่องซำแต โดนตวล ภูผี สัตตะโสม พนมประสิทธิโส และช่องตาเฒ่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้รถบรรทุกประมาณ 30 คัน จากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย

นอกจากนี้ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่บริเวณสัตตะโสม ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

พื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบรถบรรทุกเคลื่อนย้ายจากบ้านโกมุยไปยังปากช่องคานม้า

ขณะที่พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ตรวจพบโดรนราว 10 ลำ บินจากบริเวณหลังเนิน 281 มุ่งหน้าภูมะเขือ ที่ความสูงประมาณ 1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์แนววางกำลังของฝ่ายไทย ส่วนพื้นที่ช่องสะงำยังคงเงียบสงบ

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์

พื้นที่ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี ไม่พบความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

พื้นที่ปราสาทคนา ตรวจพบทหารกัมพูชาออกลาดตระเวน คาดว่าเป็นการเฝ้าติดตามการปฏิบัติของฝ่ายไทย

ขณะที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ตรวจพบโดรนจำนวนมากถึงประมาณ 31 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่การรบและหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าเป็นการตรวจสอบแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์

พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบโดรนราว 50 ลำ บินจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศเหนือ ที่ความสูงประมาณ 900–1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์ทางทหารเช่นกัน

โดยตลอดทั้งวันไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการยิงตอบโต้โดยตรง สถานการณ์อยู่ในลักษณะหลังการหยุดยิง กิจกรรมการรบลดลง แต่ยังคงมีการเตรียมกำลัง การเคลื่อนย้ายกำลังบำรุง และการปฏิบัติด้านข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธยิงระยะไกล และหันมาใช้อากาศยานไร้คนขับจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังในที่ตั้ง ควบคุมพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพของแนวป้องกันได้

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ศรีสะเกษสะท้อนว่า ภัยคุกคามเชิงไม่สมมาตรยังคงอยู่ในระดับสูง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และการคุ้มครองกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 แจ้ง ไร้ปะทะหนัก แต่ไม่ไร้ความเคลื่อนไหว กองทัพภาคที่ 2
กองทัพภาคที่ 2 แจ้ง ไร้ปะทะหนัก แต่ไม่ไร้ความเคลื่อนไหว

ภาพความเสียหายพื้นที่ผามออีแดง

เพจ Army Military Force เผยแพร่ภาพ พื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ของไทย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยอาวุธหนักจากทหารกัมพูชา

โดยเพจระบุว่า มีการระดมยิงปืนใหญ่และส่งโดรนพลีชีพแบบ FPV ที่ดัดแปลงติดตั้งลูกกระสุนปืน ค. จากปราสาทพระวิหาร นอกจากนี้ยังมีการยิงสนับสนุนด้วยจรวดหลายลำกล้องแบบ BM-21 จากพื้นที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหารอีกด้วย

ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ FB/Army Military Force
ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์

ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ FB/Army Military Force
ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์

ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ FB/Army Military Force
ความเสียหายพื้นที่ผามออีแดงภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์

กัมพูชาปฏิเสธ ปมโดรนกัมพูชา 250 ลำล้ำอธิปไตยไทย

พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ปมไทยตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 250 ลำ

มาลี โสเจียตา ระบุว่า กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อแถลงการณ์ของฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 ที่อ้างว่าตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) มากกว่า 250 ลำ บินมาจากกัมพูชาและละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย

“กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้โดยสิ้นเชิง รัฐบาลกัมพูชาและกองทัพกัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่และจริงใจในการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างกัมพูชาและไทย ลงนามวันที่ 27 ธ.ค. 68 และปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 และข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง” มาลี โสเจียตา กล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานบริหารส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามแนวชายแดน ได้ออกคำสั่งอย่างเข้มงวดเพื่อห้ามการปล่อยยานอากาศไร้คนขับ (UAV) ทุกประเภท เราขอยืนยันว่าไม่มีการปล่อยโดรนดังกล่าวเกิดขึ้น”

ทร. เผย เคลียร์พื้นที่บ้านหนองรี จ.ตราด พบทุ่นระเบิดสังหารเกลื่อน

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการเข้าควบคุมและเคลียร์พื้นที่บริเวณบ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) จ.ตราด นั้น ปรากฏในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.2/นปท.ทร.) ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และทุ่นระเบิดดัดแปลง อีกเป็นจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ นปท.ทร. ร่วมกับ ทหารช่าง จากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญ ได้แก่ คู่มือการใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 และแผนที่การวางสนามทุ่นระเบิดโดยรอบฐานบ้านหนองรี ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความชัดเจน สอดคล้องกัน และเชื่อมโยงโดยตรงกับการวางกำลังของทหารกัมพูชาในพื้นที่นี้

หลักฐานทั้งหมดไม่สามารถตีความได้ว่าเป็น “ทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้างจากอดีต” ได้ตามที่ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้างมาโดยตลอด หากแต่เป็นการยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า กองทัพกัมพูชามีเจตนาใช้ และสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีตาม อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ.1997 (Ottawa Convention) ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม คำชี้แจงของฝ่ายกัมพูชาที่ผ่านมา ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ และเป็นที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า ประชาคมระหว่างประเทศ จะยังสามารถเชื่อถือถ้อยแถลงดังกล่าวได้อีกหรือไม่

กองทัพเรือจะยังคงดำเนินการตรวจสอบ เก็บกู้ และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ พร้อมยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนอย่างสูงสุด

เคลียร์พื้นที่บ้านหนองรี จ.ตราด พบทุ่นระเบิดสังหารเกลื่อน โฆษกกองทัพเรือ
เคลียร์พื้นที่บ้านหนองรี จ.ตราด พบทุ่นระเบิดสังหารเกลื่อน

สรุปสถานการณ์วันที่ 29 ธ.ค.

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษก กองทัพบก เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ถึงสถานการณ์เมื่อคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ว่า ได้มีการตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 250 ลำ โดยพบการเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่นในพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า เขาสัตตะโสม ซำแต โดนตวล ช่องกร่าง ปราสาทตาเมือนธม และช่องสายตะกู

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

โดยในขณะที่ กำลังพลของ ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิด พัน.ร.12 ได้เข้าทำการกวาดล้างทุ่นระเบิด เสริมสร้างความมั่นคง ณ.ที่หมาย ที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมได้เพิ่มเติม ซึ่งมีทุ่นระเบิดฝั่งอยู่เป็นจำนวนมาก

โดยเมื่อเวลา 10.15 น. ขณะที่ จ.ส.ต.สุจินต์ จิตกรียาน หัวหน้าชุดตรวจค้นทุ่นระเบิด ได้นำกำลังพลเจาะช่องและกวาดล้างทุ่นระเบิดตามเส้นทาง ภายในที่หมาย ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณขาข้างซ้าย ภายหลังเกิดเหตุหน่วยได้ปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาล กันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ