พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีที่ทนายของ “บิ๊กโจ๊ก” พลตํารวจเอก สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. เป็นตัวแทนแจ้งความดำเนินคดีตนและพนักงานสืบสวนในมาตรา 157 ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV ว่า เป็นเรื่องของบิ๊กโจ๊ก จะแจ้งความอะไรอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่ตกใจ หรือไม่มีความกังวลใจ
“บิ๊กเต่า” ย้ำว่ากำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่เกินจากที่คิดไว้ว่าต้องมีการฟ้องร้อง เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและศาลว่าจะให้ความเป็นธรรม
ส่วนกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย หรือ “รองหนึ่ง” อดีตมือขวาบิ๊กโจ๊ก ถือว่าผิดมาตรา 157 นั้น “บิ๊กเต่า” กล่าวว่า การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เข้ามาแจ้งความดำเนินคดีพร้อมนำหลักฐานมาให้ สอบสวนเบื้องต้นในการให้ปากคำบางเรื่อง ยังไม่บ่งบอกว่าร่วมกระทำความผิด เป็นแค่คนถูกใช้ ครั้งแรกเขาก็ยังไม่รู้ว่าเอาไปให้เพราะอะไรอย่างไร
“บิ๊กเต่า” อธิบายขั้นตอนการดำเนินการว่า คดีนี้เป็นคดีใหญ่และต้องดำเนินการตามมาตรา 61 ซึ่งกำหนดให้คดีจะอยู่กับตำรวจได้ไม่เกิน 30 วัน ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินการรวบรวมและสอบปากคำในเบื้องต้นเพื่อส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว โดย ป.ป.ช. จะพิจารณาในอีกขั้นตอนหนึ่งว่าจะรับสำนวนไปดำเนินการเองทั้งหมด รับไว้บางส่วน หรือส่งกลับมาให้ตำรวจดำเนินการต่อ ตามขั้นตอนวิธีการ
ซึ่งขั้นตอนนั้นยังไม่จบ เบื้องต้นยังไม่พบว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นผู้กระทำผิด และได้พบแล้วว่าของกลางทั้งหมดนั้นเป็นของใคร ซึ่งหากพบว่ากระทำผิดก็ต้องแจ้ง โดยปัจจุบันคดียังอยู่ที่ ป.ป.ช.
“บิ๊กเต่า” ยืนยันว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียง "คนถูกใช้" หรือเป็นเพียง "Messenger" ในการส่งของ เนื่องจากถูกผู้บังคับบัญชาเก่าสั่งให้เอาทองไปให้ด้วยความเกรงใจ และเพิ่งมารู้ภายหลังว่าการกระทำดังกล่าวนั้นคือการให้สินบน เขาย้ำว่าตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน และหากตรวจสอบพบภายหลังว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ มีความผิดจริง ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดลึกในสำนวนสอบสวนเกี่ยวกับสาเหตุที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พยายามเก็บคลิปหลักฐานต่าง ๆ ไว้ เนื่องจากเขาประสบความชอกช้ำและถูกโยนความผิดให้หลายเรื่อง ทำให้เขาพยายามเก็บหลักฐานไว้และไม่ยอมให้ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดึงคลิปเหล่านั้นไป
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่มองว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการที่องค์กรตำรวจพยายามเอาคืน “บิ๊กโจ๊ก” หรือไม่ “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่าตนเองและคณะทำงานไม่ได้มีความขัดแย้งส่วนตัว การทำงานเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำมามอบให้
“บิ๊กเต่า” ทิ้งท้ายว่า ในฐานะตำรวจที่มีจิตวิญญาณรักองค์กร เมื่อมีผู้มาทำลายองค์กรก็ต้องสวนเพื่อองค์กร แต่ไม่ได้เป็นการทะเลาะส่วนตัว และยืนยันว่าตำรวจยินดีที่จะจัดการกับตำรวจที่ไม่ดีหรือทำผิดอยู่แล้ว พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรม