ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana อ่านคำชี้แจงแล้วสับสน ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็นที่อาจทำให้สมการความคุ้มค่านี้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
- ตัวเลขผู้ป่วย 153 คน/ปี ต่ำจนไม่น่าเชื่อ ตัวเลขนี้สะท้อนภาวะ Under-diagnosis อย่างชัดเจน เพราะในทางปฏิบัติเด็กที่เป็นปอดอักเสบจำนวนมากรักษาหายโดยไม่ได้ส่งเพาะเชื้อ
- หรือส่งตรวจแล้วเชื้อไม่ขึ้น แต่เด็กป่วยจริง เจ็บจริง และเสียเงินรักษาจริง หากตัวเลขจริงสูงกว่านี้เป็นหลักพัน การคำนวณความคุ้มค่าที่ใช้อ้างอิงอยู่นี้จะไม่ Make sense ครับ
- การนำงบป้องกันมาเทียบกับงบรักษาตรงๆ โดยไม่ใส่ตัวแปรความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่น ความพิการถาวร, เชื้อดื้อยา หรือความทุกข์ทรมานของครอบครัว ลงในสมการ เป็นวิธีคิดที่เสี่ยงมาก การมองว่า "รอให้ป่วยแล้วจ่ายถูกกว่า" อาจจะประหยัดงบวันนี้ แต่สร้างภาระระยะยาวให้ระบบสาธารณสุขในวันข้างหน้า
อ่านแล้วเหมือนตัดสินข้อมูลบนยอดภูเขาน้ำแข็งยังไงไม่ทราบครับ ไม่ได้คัดค้านการทำนำร่องแต่คิดต่อไปว่าหากการนำร่องออกแบบมาไม่ดี เช่น สุ่มตรวจในพื้นที่ที่ระบบแล็บไม่พร้อม หรือหมอไม่ค่อยส่งตรวจ ตัวเลขที่ได้ก็จะยังคงต่ำเหมือนเดิม จะกลายเป็นข้อมูลที่สามารถอ้างว่า เห็นยัง ทำนำร่องแล้วก็ยังไม่คุ้มค่าโครงการนี้ยังเอาอีกมั้ย?