วันนี้ (16 เม.ย.) ที่กระทรวงพลังงาน ถ.วิภาวดีรังสิต นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สภาผู้บริโภค และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก เข้าพบนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือเรียกร้องโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม
โดยนายปานเทพ อ่านแถลงการณ์ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแล้ว รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยต้องลดราคาน้ำมันดีเซล ไม่ใช่ลดเพียงแค่ 2 บาท/ลิตร เพราะมีกำไรจากค่าการกลั่นมากเกินควร 14.40 บาท/ลิตร
และมีการฉวยโอกาสขึ้นค่าการตลาดเฉลี่ย 2 วัน มีกำไรเกินควรอีก 5.90 บาท/ลิตร ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
ในนามองค์กรภาคประชาชน ขอยื่นเสนอ 8 ข้อ มีใจความสำคัญ คือ สั่งหยุดกู้เงิน 1 แสน 5 หมื่นล้านบาท มาโปะกองทุนน้ำมัน แต่ให้ใช้อำนาจกฎหมายเรียกคืนกำไรเกินควรจากโรงกลั่นมาแทน รวมถึงการปลดล็อกโซลาร์เซลล์หน้าบ้าน ให้ประชาชนขายไฟคืนรัฐได้แบบหักลบหน่วย หรือ Net Metering เพื่อช่วยลดค่าไฟ
นอจากนั้นยังมีช่วงหนึ่งที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. ตั้งคำถามต่อ รมว.พลังงาน ว่า สิ่งที่อยากให้ท่านทำคือลดราคาน้ำมันหน้ามปั๊มลงมาได้แล้ว เพราะที่สิงคโปร์เมื่อวานราคาน้ำมันลดลงมา 3 บาท แต่ว่ามีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม ไม่ได้ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน และคิดว่าการจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตลอดเวลา โดยที่ไม่ลดราคาน้ำมันให้ประชาชนนั้นไม่เป็นธรรม เพราะน้ำมันขึ้นพรวดทีละ 6 บาท 3.50 บาท 2 รอบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างยิ่ง ซึ่งคิดดว่าควรจะลดราคาลงมาให้ประชาชนที่ใช้น้ำมันบ้าง ไม่ใช่อ้างแต่กรณีกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกองทุนที่ประกันกำไรให้กับโรงกลั่นโดยเก็บเงินจากประชาชนตลอดเวลา ดังนั้นควรลดภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายหน้าปั๊ม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ยินดีรับข้อเสนอ หลายข้อที่เสนอมาอยู่ในใจอยู่แล้ว ทุกเรื่องไม่อยากให้จบในวันนี้ อยากเชิญตัวแทนมาทำงานร่วมกันเพื่อติดตามว่า ข้อเสนอที่ เรียกร้องมา เราได้เอาไปปรับปรุงแก้ไข ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับกลไกการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันที่มีอำนาจมากเกินไป จนอาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชนในอนาคตโดยขาดธรรมาภิบาล
สำหรับมาตรการเร่งด่วน สถานะกองทุนเริ่มดีขึ้น จากที่เคยติดลบวันละกว่า 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ส่วนแผนการลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม นายเอกนัฏย้ำว่า ต้องลดมากกว่านี้ โดยมองว่าการลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และไม่ควรใช้เกณฑ์อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ 100% เสมือนว่าไทยไม่มีโรงกลั่นเอง
นอกจากนี้ เตรียมเสนอ 5 นโยบายหลักเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) และ กพช. โดยเฉพาะการผลักดันให้ "Solar Rooftop" เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนี้ นายเอกนัฏ ย้ำว่า ตนเองยืนเคียงข้างภาคประชาชน 100% โดยไม่เกรงใจกลุ่มทุน และได้เชิญตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ
ส่วนกรณีที่รัฐบาลวางแผนที่จากกู้เงินกว่า 150,000 ล้านบาท เพื่อมาพยุงค่าพลังงาน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลสามารถรักษาสถานะทางการเงินของกองทุนไว้ได้อย่างน่าพอใจ จากเดิมที่กองทุนต้องแบกรับภาระขาดทุนสูงถึงวันละ 1,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จากแนวโน้มที่ดีขึ้นนี้ ทำให้กระทรวงพลังงานตั้งเป้าที่จะบริหารจัดการโดยไม่ต้องพึ่งพาการออกพระราชกำหนด หรือ พรก. เพื่อกู้เงินเพิ่ม และไม่ต้องให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังของประเทศ โดยย้ำว่าการกู้เงินจะเป็น "ไพ่ใบสุดท้าย" ที่จะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า เป็นเพียงการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศยังมีเพียงพอ และสถานการณ์อุปสงค์อุปทานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงยืนยันว่า "ยังไม่มีความจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการจำกัดเวลาในขณะนี้" ขอให้ประชาชนอย่าตระหนก และมั่นใจว่ารัฐบาลมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด