ที่ บช.ก. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” พร้อมนายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.เพื่อนำเอกสารและหลักฐานมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังมีกระแสข่าวและการกล่าวอ้างจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีขบวนการเซียนพระร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท
โดยนายโทนทอง ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ร้อนตัวที่เข้ามาก่อน แต่เป็นการแสดงว่าตนไม่ได้หลบหนี และพร้อมเข้าสู่ขบวนการ หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากการแถลงข่าวของมาดามเก่ง ว่าตนเองถูกดำเนินคดีเป็นรายที่ 3
ทั้งนี้จากการสอบถามพนักงานสอบสวนวันนี้แจ้งว่ายังไม่ยืนยันว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหากับตนเอง ตนเลยอยากบอกว่าตนพร้อมให้ความร่วมมือหากมีการดำเนินคดีกับตนเอง นอกจากนี้บุคคลที่ถูกเอ่ยชื่อตามสื่อต่างๆ ก็พร้อมเข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจ เบื้องต้นมีมากกว่า 9 คน และยืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้
นายโทนทอง บอกอีกว่า ส่วนกรณีการชี้แจงของมาดามเก่ง ยอมรับว่ามีบางส่วนที่ตรงกันและบางส่วนที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะตัวเลขหนี้ยอมรับว่าเป็นหนี้จริงกว่า 800 ล้านบาท มีการทำสัญญาอย่างถูกต้องจนถึงปี 2573 และตนได้จ่ายล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 แล้ว
นายโทนทอง เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2565 ที่ตนเริ่มรู้จักกับมาดามเก่งผ่านคนสนิทที่เป็นเซียนพระคนหนึ่ง เริ่มจากการที่มาดามเก่งเข้ามาเพื่อเสนอขายรถ และเซียนพระคนนี้อยู่ในทุกเหตุการณ์ โดยตรงมีการใช้หนี้ไปแล้วกว่า 500 ล้านบาทเหลือหนี้อีก 300 ล้านบาท และตนเองได้มีการทำสัญญาครบถ้วน แต่ยอมรับว่าช่วงดังกล่าวมีเช็คเด้งจริงแต่เคลียร์กันจบแล้ว แต่ที่มาดามเก่งอ้างว่าเช็คเด้งเป็นกิโลไม่ใช่ของตนเอง ตรวจสอบได้
ส่วนกรณีที่บอกว่าตนเอาทรัพย์สินค้ำประกันมีมูลค่าต่ำกว่าเงินกู้ยืมนั้น ยืนยันว่า ตึกที่ใช้ในการค้ำประกันมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท เพราะตนเป็นคนซื้อและตกแต่งเอง แต่คนประเมินกับประเมินราคาต่ำกว่ามาตรฐาน ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มวงเงินอีก 20 ล้านบาท และเปลี่ยนรูปแบบจากการจำนองเป็นสัญญาเช่าซื้อแทน โดยมีการผ่อนชำระกับมาดามเก่ง ซึ่งเรื่องนี้ตนเองไม่ได้กังวลเพราะ เงินที่ยืมมาดามเก่งไปก็เอาไปลงทุนในธุรกิจ ซึ่งการที่มาดามเอาเงินมาให้เพราะหวังดอกเบี้ย เพราะมาดามเก่งเป็นนักธุรกิจค้าดอกเบี้ย ซึ่งเรื่องนี้คนในวงการก็รู้อยู่แล้ว และที่มาดามเก่งบอกว่าตนเองเอารถ Bentley ไปใช้ ยืนยันว่าตนเป็นคนซื้อและมีการผ่อนชำระไปจนหมดแล้ว รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆที่เป็นแบรนด์เนมทุกอย่างด้วย
นายโทนทอง ยังบอกอีกว่า สำหรับยอดหนี้ 180 ล้านที่มีการนำพระเครื่องไปค้ำประกันโดยมีการอ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 400-500 ล้านบาท ซึ่งในวันนั้นมีเซียนพระเข้าไปประเมินมูลค่าด้วย ซึ่งตนมองว่า 2 คนนี้เป็นมากกว่าคนสนิทและเพื่อน เพราะวันเกิดเหตุเซียนพระคนนี้เป็นคนจดทุกอย่างว่าราคาเท่าไหร่ ตนมีหน้าที่เซ็นรับสภาพหนี้เท่านั้น
นอกจากนี้ นายโทนทอง ยังเล่าเหตุการณ์การเจรจา ว่า ก่อนหน้านี้มันมีกระแสข่าวว่าตำรวจจะออกหมายจับเซียนพระ และเพื่อนของตนก็มาบอกว่าตนคือหนึ่งในนั้น ตนมองว่าไม่ต้องให้ทางตำรวจมาหา แต่ตนจะเข้าไปหาตำรวจเอง จึงได้ประสาน “ป๋อง สุพรรณ” ที่สนิทกับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อขอพบแบบตัวต่อตัว แต่มีการประสานไปถึง 2 ครั้งไม่มีการตอบรับ จนเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย. “ป๋อง สุพรรณ” ได้โทรศัพท์มาหาตน พร้อมแจ้งว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้ไปพบที่สำนักงาน มีอะไรก็ไปคุยกับมันเคลียร์ให้มันจบไป ส่วนเหตุผลที่อยากเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เพราะอยากอธิบายในประเด็นหนี้สินต่างๆ แต่ปรากฏว่ามีคู่กรณีอยู่ด้วยวันนั้นการเจรจาจึงล้มเหลว
พร้อมกันนี้ นายโทนทอง ยังยืนยันว่าการรู้จักกับมาดามเก่งไม่เคยคุยธุรกิจในวงเหล้า ทุกการทำธุรกิจกับมาดามเก่งมีทนายความร่วมรับรู้ และมีการทำสัญญาทุกครั้ง ไม่ได้ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเล่นงานเจ้าหนี้ พร้อมย้ำว่า เป็นหนี้ก็ต้องใช้คืนทุกบาท
ช่วงท้าย นายโทนทอง กล่าวฝากถึงมาดามเก่งว่า ยังรักและเคารพเหมือนเดิม และยืนยันว่าจะชดใช้หนี้ทั้งหมดตามสัญญา พร้อมทิ้งท้ายว่า “เราไม่ควรมาเจอกันที่ชั้น 27 ในวันนั้น” ก่อนย้อนคำพูดของมาดามเก่งว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”
เมื่อถามว่า ทราบหรือไม่ว่าวันนี้บิ๊กโจ๊กได้เดินทางเข้ามาให้ปากคำเช่นกัน ได้เดินสวนกันหรือได้เจอกันหรือไม่ นายโทนทอง บอกว่า ไม่ได้เจอและไม่รู้จักกัน