หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีมติดำเนินการยกเลิก MOU 44 เกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเล เนื่องจากการเจรจาไม่มีความคืบหน้า โดยหันไปใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน
แต่สำหรับ MOU 43 ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ายังได้ไปต่อ โดยล่าสุดมีการประชุมระหว่างสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–กัมพูชา และสำนักงานประสานงานชายแดนกัมพูชา–ไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
โดยวาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ว่า การประชุมครั้งนี้ มี พันเอก บัญชา ชาญฉลาด รองผู้บังคับการกองกำลังบูรพา ในฐานะรองหัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาฯ เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลจัตวา ลาย กึมฮวด รองหัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา
ทั้งนี้ จากการประชุมหารือทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการและประสานงานร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายได้รับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายปฏิบัติงานตามบันทึกข้อตกลงการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 Joint Statement (JS) และบันทึกความเข้าใจร่วมปี 2543 (MOU43) คือ ไม่กระทำการยั่วยุและทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจต่อกัน
โดยชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา บรรลุข้อตกลงร่วมกันในเรื่องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการประสานงานความมั่นคงชายแดน มีแนวทางปฎิบัติร่วมกัน 7 ข้อ คือ
1. อำนวยความสะดวกในการส่งต่อผู้ป่วยและการส่งกลับร่าง ผู้เสียชีวิต ระหว่างไทย-กัมพูชา
2. ประสานการส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามขั้นตอนของแต่ละประเทศ
3. แจ้งข้อมูลล่วงหน้า เมื่อมีคณะผู้แทนลงพื้นที่ตรวจชายแดนในเขตรับผิดชอบ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน
4. กําหนดให้ด่านถาวรบ้านเขาดิน-พนมดิน และด่านถาวรบ้านคลองลึก-ปอยเปต เป็นจุดประสานงานหลักในการแลก เปลี่ยนข้อมูล เอกสาร และการส่งต่อแรงงาน ผู้ป่วย และ ร่างผู้เสียชีวิต
5. กําชับกําลังพลแนวหน้าของทั้งสองฝ่ายให้ยึดถือระเบียบวินัยทางทหาร และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 รวมถึงบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2543
6. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั้งสองประเทศตระหนักถึงอันตรายของการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย
7. ร่วมกันป้องกันและต่อต้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดน
ส่วนความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายความมั่นคงยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด หลังพบความเคลื่อนไหว ทั้งการเสริมกำลัง และขยับเคลื่อนย้ายฐานตรงข้ามช่องเสม็ด ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เข้ามาประชิดมากขึ้น รวมทั้งการยั่วยุต่างๆ ที่มีอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่
ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสข่าว ที่นายกรกต เกตุแก้ว อดีตทหารพรานจู่โจม 513 ค่ายปักธงชัย ได้กับสื่อมวลชนรายการหนึ่งว่า มีข่าวหลุดออกมาจากทหาร BHQ ของกัมพูชา ระบุว่า "ฮุน เซน" จะให้ปะทะกับไทย ในช่วงสิ้นเดือนนี้ และในต้นเดือนหน้า แต่ยังไม่ได้ระบุวันที่อย่างชัดเจน โดยมีแนวรบสุ่มเสี่ยง 4 จุด เช่น ปราสาทตาเมือนธม, โอร์เสม็ด, เนิน 745 และที่ซำแต-ห้วยตามาเรีย เป็นต้น โดยการส่งทหาร BHQ เข้ามายั่วยุในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่โอร์เสม็ด อย่างไรก็ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่หยิบยกมาพูดถึงกันเป็นวงกว้าง