นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างนายอภิชาติ หรือช่างเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้าง กับนายก๊อต สามีของบุ๋ม ปนัดดา โดยระบุว่า
จากการไล่เรียงลำดับเหตุการณ์และตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบประเด็นเกี่ยวกับคดีบุกรุกป่าที่อาจเชื่อมโยงกับบุคคลทั้งสอง จึงต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งเรื่องผู้สั่งการ ผู้ดำเนินการ และผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้พื้นที่
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งทนายเดชาออกมาพูดถึงคดีบุกรุกป่าของช่างเอ๋ ตนจึงตรวจสอบรายละเอียดว่าเกิดเหตุขึ้นที่ใดและมีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนพบว่ามีคดีเกิดขึ้นจริงในพื้นที่อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีการกล่าวหาช่างเอ๋ว่าเข้าไปบุกรุกป่า
อย่างไรก็ตาม ผู้กล่าวหาไม่ใช่กรมป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ของเทศบาลเมืองกะทู้ ซึ่งมีการทำหนังสือขอใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อขยายพื้นที่สาธารณะของเทศบาล
จากการตรวจสอบสำนวนคดีเบื้องต้น พบว่าช่างเอ๋กับพวกรวม 3 คน ถูกกล่าวหาว่าใช้เครื่องจักรเข้าไปบุกรุกและปรับพื้นที่ โดยจากภาพถ่ายพบเครื่องจักรแบ็กโฮ 2 คัน เข้าไปดำเนินการในพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง นายชัยวัฒน์จึงตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการทำเส้นทางหรือเทรลตามที่มีการกล่าวอ้างจริงหรือไม่
เนื่องจากลักษณะพื้นที่ที่ถูกปรับมีขนาดใหญ่ และมีการปรับหน้าดิน ขยายพื้นที่ รวมถึงตัดพื้นที่บริเวณทางโค้ง จึงต้องตรวจสอบว่ามีการตัดต้นไม้หรือดำเนินการอื่นที่เข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมหรือไม่
นายชัยวัฒน์ระบุว่า ประเด็นสำคัญอีกด้านมาจากข้อมูลที่ทนายเดชากล่าวถึง โดยระบุว่าช่างเอ๋อ้างว่าจะรับผิดเรื่องบุกรุกป่าเพียงคนเดียว และมีการกล่าวถึงว่านายก๊อตเป็นผู้บอกให้ช่างเอ๋รับเรื่องไปก่อน
ตนจึงตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้สั่งให้ดำเนินการทำเทรล ใครเป็นผู้ว่าจ้าง และพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนายก๊อตอย่างไร หากมีหลักฐานการว่าจ้าง ข้อความสนทนาทางไลน์ หรือพยานที่ยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้สั่งงาน ก็จะช่วยให้การตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ที่อาจเป็นผู้สั่งการมีความชัดเจนขึ้น
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบย้อนหลัง ยังพบข้อมูลคดีบุกรุกป่าที่เกี่ยวข้องกับนายก๊อตในช่วงปี 2560-2562 โดยมีเอกสารเกี่ยวกับคดีและคำสั่งไม่ฟ้องในปี 2562 แต่ตนยังไม่ได้ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าคดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเมื่อใด จึงเห็นว่าควรนำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบประกอบกับคดีอื่นที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้เห็นพฤติการณ์และข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
นายชัยวัฒน์ระบุว่า ปัจจุบันสังคมให้ความสนใจประเด็นเงินของมูลนิธิเป็นหลัก แต่ในมุมมองของตน เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือคดีบุกรุกป่าและการแสวงหาประโยชน์จากที่ดิน เนื่องจากตนทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยมิชอบหรือไม่
นายชัยวัฒน์ยังระบุว่า ตนมีเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ทั้งสำนวนคดี เอกสารร้องเรียน เอกสารแจ้งความดำเนินคดี และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยเห็นว่าการตรวจสอบควรแยกการบันทึกข้อกล่าวหาออกจากการบันทึกพฤติการณ์ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของบุคคลและรายละเอียดการกระทำอย่างชัดเจน รวมถึงควรตรวจสอบเอกสารราชการ หมายเลขโทรศัพท์ และลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ
สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ นายชัยวัฒน์เปิดเผยว่า ได้จัดทำหนังสือและส่งข้อมูลไปยัง ป.ป.ช. ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานของกระทรวงกลาโหม มณฑลทหารบกที่ 12 คณะกรรมการสอบสวน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
เนื่องจากมีพื้นที่บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ รวมถึงพื้นที่ที่กรมป่าไม้ขอใช้ประโยชน์จากกระทรวงกลาโหม โดยมีการอนุญาตผ่านกรมธนารักษ์ในพื้นที่แปลงเพาะชำที่ศรีมหาโพธิ์ จำนวน 300 ไร่ ซึ่งมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเช่นกัน
นายชัยวัฒน์ย้ำว่า ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกประเด็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรจำกัดการตรวจสอบอยู่เพียงเรื่องเงินหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรพิจารณาคดีบุกรุกป่า การครอบครองที่ดินสาธารณะ เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้องควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ