จากกรณีเมื่อวันที่ 6 และ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่ 4 เป้าหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม อดีตประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และนายอธิป อนันทวรรณ หรือก๊อต สามีของ น.ส.ปนัดดา สองผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี
และได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวม 526.7 ล้านบาท เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่เชื่อได้ว่ามาจากการกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายฟอกเงิน ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ส่วนสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มาจากการยึดและอายัดในพื้นที่เป้าหมายที่มีการเปิดตรวจค้นและจับกุมสองผู้ต้องหา น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และนายอธิป อนันทวรรณ
อาทิ รถยนต์ตู้หรู ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี กระเป๋าแบรนด์เนม อาวุธปืน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมุดบัญชีธนาคาร ใบอนุโมทนาบัตร วัตถุคล้ายแท่งเงิน ฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด เพื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดประกอบสำนวนคดี
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระเป๋าแบรนด์เนมที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดมาจากบ้านพักของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กลับเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีรูปลักษณะเหมือนไม่ใช่ของแท้
โดยมี ต๊ะ นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าว โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กตนเอง สรุปใจความได้ว่า “กระเป๋าแบรนด์เนมที่ตำรวจเอามาโชว์ตอนแถลงข่าว ล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น ส่วนของจริงไปอยู่ที่ไหน หรือถูกเอาไปซ่อนหรือไม่” ขณะที่ พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือหมอของขวัญ ก็โพสต์ถึงกระเป๋าแบรนด์ของ น.ส.ปนัดดา เช่นกันว่าเป็นของปลอม
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยถึงขั้นตอนการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการตรวจยึดและอายัดไว้ชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวน ก่อนส่งต่อสำนวนรายการทรัพย์สินให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามกฎหมาย ปปง. โดยเฉพาะการตรวจสอบและประเมินมูลค่าของทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย
ซึ่งนายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินในคดีมาแล้วนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะมีการทำสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินเพื่อแจ้งต่อสำนักงาน ปปง. ว่ามีทรัพย์สินรายการใดบ้างที่ตรวจยึดมา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินจำพวกกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ นาฬิกาหรู ที่ดิน หรือรถยนต์
เพราะในการตรวจยึด พนักงานสอบสวนจะไม่รู้ในทันทีว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของแท้หรือไม่แท้ แต่รู้เพียงว่ามีลักษณะคล้ายเป็นของแบรนด์เนม จึงต้องยึดมาไว้ตรวจสอบก่อน และเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของ ปปง. ที่จะมีมาตรการทางทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาด โดยเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินและประเมินมูลค่า
ซึ่ง ปปง. จะมีการทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญให้มาร่วมตรวจสอบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เพื่อประเมินมูลค่า และจะได้นำไปขายทอดตลาด ก่อนนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายในคดี
ดังนั้น หากผู้เชี่ยวชาญได้มาตรวจสอบและประเมินมูลค่าทรัพย์สินแล้วพบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของปลอม ศัพท์ของ ปปง. จะเรียกว่า “ทรัพย์นอกพาณิชย์” ซึ่งตามระเบียบแล้วเราจะไม่ส่งต่อให้ศาล
ส่วนจะต้องนำไปเป็นของกลางในคดีอาญา หรือต้องนำไปเผาทำลาย หรือจะส่งกลับคืน ก็จะต้องมีการหารือกับพนักงานสอบสวนด้วย แต่โดยหลักการแล้ว หากเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ก็จะต้องเผาทำลายโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหมือนกับของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
รองเลขาธิการ ปปง. เผยอีกว่า ในการตรวจสอบและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน สำนักงาน ปปง. จะมีผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ชั้นยึดอายัดทรัพย์สิน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินของแท้หรือของปลอม ก่อนจะนำรายการทรัพย์เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณา
ฉะนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าทรัพย์สินที่พนักงานสอบสวนได้ยึดอายัดมานั้นเป็นของปลอม เราก็จะไม่ส่งรายการทรัพย์สินเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายของ ปปง.
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้สำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับรายการสำนวนทรัพย์สินที่พนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ. ได้ตรวจยึดมาจากคดีดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการของคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ. ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนตำรวจก็จะใช้ดุลพินิจว่าอาจมีทรัพย์ใดที่จะให้เป็นของกลางในคดีอาญาหรือไม่
ส่วนถ้าหากมีทรัพย์สินรายการใดที่พนักงานสอบสวนตำรวจจะนำส่งให้กับทาง ปปง. ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ก็จะมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องต่อไป
รองเลขาธิการ ปปง. เผยต่อว่า กรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าทรัพย์สินกระเป๋าแบรนด์เนมที่พนักงานสอบสวนตำรวจได้ยึดมานั้นเป็นของปลอม แต่แท้จริงแล้วเจ้าตัวอาจเคยถือของจริงไว้ ก่อนมีการนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นตัวเงิน ซึ่งจะสามารถติดตามย้อนหลังได้หรือไม่นั้น ปกติแล้วในการตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง ทาง ปปง. สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว เพราะจะมีร่องรอยอยู่
ตัวอย่างเช่น อาจมีการนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อหรือไม่ เป็นต้น พร้อมยอมรับว่า ในคดีจำพวกฉ้อโกงประชาชน หรือหลอกลงทุนต่าง ๆ หรือเว็บพนันฯ แผนประทุษกรรมในคดีเหล่านี้มักมีการฟอกเงินผ่านการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อเป็นการแปลงสภาพของทรัพย์ที่ได้มา เสมือนว่าได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย
รองเลขาธิการ ปปง. เผยด้วยว่า สำหรับทรัพย์สินที่มีผลต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องทรัพย์สินจะถูกยักย้าย จำหน่าย จ่ายโอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าเป็นเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นการตรวจสอบอย่างละเอียดย้อนหลังว่า ธุรกรรมทางการเงินนั้น ปลายทางที่รับโอนไปรู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง
เช่น หากบุคคลรู้ว่าเป็นเงินที่รับโอนมาจากบัญชีมูลนิธิ แล้วนำเงินนั้นไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จะอ้างว่าไม่รู้ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะเจตนาการตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินของกฎหมาย ปปง. เราจะต้องพิสูจน์เจตนาว่าเป็นการรับทรัพย์สินนั้นไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ หากรู้ ก็ส่อเข้าข่ายมีความผิดอาญาฐานฟอกเงินได้
รองเลขาธิการ ปปง. เผยอีกว่า สำหรับกระบวนการที่พนักงานสอบสวนตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลนั้น จะพบว่าดูในเรื่องธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนแถวที่สอง และกลุ่มคนแถวที่สาม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาหลักในคดี
ซึ่งในภาษาของ ปปง. เราจะเรียกว่า “ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์” เพราะส่วนใหญ่แล้วตามกฎหมายของ ปปง. และในคดีส่วนใหญ่ที่เราเคยทำ จะพบว่าทรัพย์สินที่เป็นของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ มักจะมีความเชื่อมโยงสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หน้าที่หลักของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ก็จะต้องมาพิสูจน์ให้ได้ว่าได้รับทรัพย์สินหรือเงินนั้นมาได้อย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีโครงการก่อสร้างรายการต่าง ๆ ที่มีการใช้เงินภายในบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายก่อสร้าง แล้วหากท้ายสุดทรัพย์สินเหล่านั้นหรือสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นถูกยึดและอายัดไว้ กรณีเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างที่ยังคงได้เงินค่างวดงานไม่ครบ จะสามารถขอความเป็นธรรมอย่างไรได้หรือไม่นั้น รองเลขาธิการ ปปง. ชี้แจงว่า เรื่องนี้จะต้องไปดูในรายละเอียดก่อนว่าเป็นไปตามที่ผู้เสียสิทธิ์มีส่วนได้เสียมีการกล่าวอ้างหรือไม่
แต่โดยหลักการแล้ว หากสิ่งก่อสร้างนั้นถูกยึดและอายัดไว้ตรวจสอบชั่วคราว ก็จะต้องชะลอการก่อสร้างออกไปก่อน ซึ่งหลักการสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในสิ่งก่อสร้างหรือรับเงินจากบัญชีมูลนิธินั้น รู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ท้ายสุดแล้วกฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองคนสุจริต ถ้าหากคุณสุจริต คุณก็มีโอกาสได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วจากทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ได้มีการยึดอายัดมา
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับรายการทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานสอบสวนตำรวจได้ตรวจยึดและอายัดมานั้น ยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนตำรวจ และยังไม่ได้มีการส่งรายการทรัพย์สินให้กับทางสำนักงาน ปปง. เพื่อมีมาตรการทางทรัพย์สินแต่อย่างใด